วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Brave 2/2










Title: Brave 2/2
Pairing: KRIS x CHANYEOL
Author: RUNAWAY05
Note: โปรดฟังอีกครั้ง...ไม่ใช่ชานคริส...




อู๋อี้ฝานคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว...

ชายหนุ่มนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงในห้องพักของตนเอง ข้างๆกันนั้นเป็นหญิงสาวที่นอนหันหลังให้ทั้งๆที่เขาและเธอไม่ได้สวมอะไรและมีผ้าห่มผืนเดียวกันปกปิดร่างกาย เขาเอียงหน้ามองหล่อนที่มีเพียงแผ่นหลังกับเส้นผมสีดำยาวนั่นราวกับเป็นกำแพง บางทีอี้ฝานก็มองตัวเองไม่ออกว่าเป็นคนรักหรืออะไรกันแน่

“นี่...หลับรึยัง”

“...”

“เธอนอนหันหลังให้ฉันทั้งที่เราเพิ่งมีอะไรกันแบบนี้เหรอ?”

“ฉันเหนื่อย ไว้ทีหลังนะ”เสียงของเธอตอบกลับมา ทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจ เมื่อรู้ว่าต่อความไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา จึงได้แต่ตะแคงตัวไปอีกด้านก่อนจะนึกถึงใครคนหนึ่ง



B r a v e .




สมองของเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องของชานยอล เขาเอาแต่มองรูปร่างเพรียวโปร่ง ผิวเนื้อขาวละเอียด ดวงตากลมสวย จมูกโด่งรับกับใบหน้า และริมฝีปากอวบอิ่มนั่น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องดีนักที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมองผู้ชายอีกคนเป็นแบบนี้ กับคนที่ไลฟ์สไตล์ลงตัวไปหมดแทบทุกอย่าง และกับคนที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนอย่างอี้ฝานต้องหยุดความคิดของตัวเองไว้แค่จุดของเพื่อน แม้ว่าบางครั้งจะปล่อยให้ส่วนหนึ่งของความคิดบอกว่ามันคงดีกว่านี้ถ้าทุกอย่างเป็นชานยอล

“งานหนังสือนี่ก็เหนื่อยแฮะ”อีกฝ่ายเปรยขึ้นขณะที่พวกเขาพากันมารื้อดูหนังสือเก่าๆกันในซอกหนึ่งของห้องสมุดตามคำสั่งของอาจารย์ ชานยอลไม่ได้เป็นอาสาสมัครแบบเขา และดูเหมือนคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ผิดกับอี้ฝานที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เขาหลงใหลกลิ่นของกระดาษมากกว่าหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ ร่างสูงเหลียวมองปาร์คชานยอลที่ยกหนังสือขึ้นวางพลันยืดตัวบิดขี้เกียจ ก่อนจะหันหน้าหนีเมื่อชายเสื้อถลกเลิกจนเห็นผืนหน้าท้องขาวจัดนั่น

“เดี๋ยวตรงนั้นฉันทำเองก็ได้”เขาอาสาพลางวางหนังสือเก่าลงลังกระดาษ ทั้งฝุ่นทั้งร้อนเสียจนเขาไม่อยากให้อีกคนมาลำบากอยู่กับเขานัก อี้ฝานปาดเหงื่ออกจากใบหน้าก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสของผ้าเช็ดหน้าที่เช็ดข้างแก้มของเขาอย่างระมัดระวัง ชานยอลไม่ได้สบตาเขา และไม่ได้หลบอย่างเขินอาย แต่กลับจดจ้องใส่ใจไปกับคราบเปื้อนบนใบหน้าเขามากกว่า

“เดี๋ยวสิวก็ขึ้นหรอก”

“สาวน้อยไปได้”

“หลับตาเถอะน่า”อีกคนว่าและเขาก็หลับตาลงแต่โดยดี อี้ฝานกำลังระงับความคิดทันทีที่นึกได้ว่าริมฝีปากแดงแบบธรรมชาตินั่นกำลังเผยออยู่ใกล้ๆ เมื่อเรียบร้อยดีจึงโดนตีหน้าผากเบาๆ ซึ่งกับเขาคิดว่าไม่เลวนักสำหรับการเรียกสติ

บางหนอี้ฝานก็คิดว่าดีแล้วที่ชานยอลเป็นผู้ชาย หากชานยอลเป็นผู้หญิง ไม่พ้นอีกฝ่ายต้องโดนครหาแน่ๆเพราะตัวติดกับเขาเสียเหลือเกิน แต่เขาเต็มใจให้ชานยอลทำแบบนั้น เขาไม่ได้ปฏิเสธเมื่อวันหนึ่งชานยอลชวนไปค้างที่ห้องในวันที่ฝนตกหนัก เขายังทำหน้าที่คนรักที่ดีด้วยการโทรไปหาเธอก่อนจะเอ่ยปากไปอย่างนุ่มนวล

“วันนี้นอนที่บ้านเพื่อนนะ”

((เพื่อนหรือใคร))

“เพื่อนผู้ชาย วิดิโอคอลได้นะ”

((อื้ม ฝันดีนะ))

“...”อี้ฝานก้มมองมือถือ มันดีตรงที่ไม่ถามซอกแซกว่าไปที่ไหน ไปกับใคร กลับห้องเดี๋ยวนี้ แต่มันแย่ตรงที่ไม่ถามอะไรเลยว่าไปไหน ทำอะไรถึงไปนอนบ้านเพื่อน เหมือนการใช้ชีวิตของเขาในแต่ละวันช่างไม่สำคัญ หากเป็นอย่างนั้นสู้ให้โดนถามซอกแซกเสียยังดีกว่า

“โทรคุยกับใคร แฟนเหรอ?”

“อืม..”

“เธอว่าไง?”ชานยอลเอียงหน้าเล็กน้อย “ถ้าเธอให้กลับฉันขับรถไปส่งได้นะ”

อี้ฝานมองหน้าชานยอลสลับจอมือถือที่เป็นรูปเขากับคนรักพลันถอนหายใจเล็กน้อย

“ช่างเธอเถอะ”




ที่ห้องของชานยอลมีแมวพันธุ์เปอร์เซียตัวสีดำสนิท ดวงตาสีทองชื่อว่าเชอรี่ รูปร่างอ้วนท้วนและขนปุกปุยของมันทำให้ห้องนี้ลงความเหงาลงไปได้ประมาณหนึ่ง ครอบครัวของชานยอลไม่ได้แตกแยกหรือขาดความอบอุ่นอย่างที่เขาเคยเข้าใจ ครอบครัวของชานยอลสมบูรณ์แบบและเลี้ยงลูกได้อย่างดีเยี่ยม ห้องคอนโดราคาแพงระยับไม่ใช่เงินจากพ่อแม่ของชานยอลซื้อให้ แต่เป็นเงินของชานยอลที่ยืมจากทางบ้านลงทุนเล่นหุ้นเล็กๆน้อยๆ พอมีเงินเหลือสำหรับลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ พ่วงด้วยทำงานอิสระประเภทตรวจแก้คำผิดให้กับสำนึกพิมพ์ที่เขาอุดหนุนหนังสือเป็นประจำ สิ่งนั้นยิ่งทำให้อี้ฝานรู้สึกว่าปาร์คชานยอลช่างเหลือเชื่อ ทั้งที่เป็นนักศึกษาเหมือนกัน แถมชานยอลก็ดูไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรนัก แต่กลับดูมีความมั่นคงก้าวหน้ามากกว่าเขาที่คะแนนสอบย่อยอยู่ในอันดับต้นๆเสียอีก

“ชีวิตคนเราก็เหมือนกับดนตรี มีจังหวะที่ต่างกัน จังหวะของนายเหมาะสมดีอยู่แล้ว... แต่จังหวะของฉันมันเร็วไปเท่านั้น”

“นายเจ๋งมากจริงๆนะ ฉันล่ะทึ่งเลย เอาตรงๆมั้ยตอนแรกฉันนึกว่าเป็นพวกคุณหนูติดสบายซะอีก”อี้ฝานยกพวกต้นฉบับที่ชานยอลแก้คำผิดเรียบร้อยมาอ่านอย่างทึ่งๆ ในขณะที่อีกคนก็นั่งทำงานไปอย่างนั้น

“อย่าตัดสินคนจากภายนอกสิ เคยชงรามยอนได้เหมือนหน้าซองแบบไม่เพิ่มเครื่องเองมั้ยล่ะ”เขามองชานยอลที่กำลังแต้มดินสอพลันกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว อี้ฝานข่มใจอีกครั้งเพราะชานยอลในเวลาตั้งใจทำงานช่างมีเสน่ห์เสียเหลือเกิน...

อี้ฝานมาพักห้องของชานยอลตามสะดวกอยู่บ่อยครั้ง โดยที่แฟนสาวของเขาพอรู้ว่าไปนอนห้องเพื่อนผู้ชายเธอก็แค่พยักหน้า ความสัมพันธ์เหินห่างแข็งกระด้างจนอี้ฝานลืมไปเสียแล้วว่าตกหลุมรักกันแบบไหนในครั้งแรก ประจวบเหมาะกับพื้นที่ของเธอถูกทดแทนด้วยปาร์คชานยอลทีละน้อย บางครั้งอี้ฝานก็รู้สึกผิดและเจ็บปวด เวลาที่เห็นชานยอลคอยเช็ดหน้าเขา คอยโทรถามเขาว่าทานอะไรหรือยัง แม้จะไม่ได้โทรคุยกันเพราเขานอนหลับไปก่อนในบางครั้ง ชานยอลก็ยังส่งข้อความมาบอกเขาว่าฝันดี ชานยอลทำทุกอย่างในสิ่งที่คนรักของเขาไม่ได้ทำ นั่นคือสิ่งที่อี้ฝานเจ็บปวด เพราะตัวเขาเองยังซื่อสัตย์กับเธออยู่ จะไปไหนต่อไหนยังบอกเธอเสมอ ยังส่งข้อความไปหาเธอทั้งที่รู้ดีว่าเธอไม่ตอบกลับ บทสนทนาระหว่างเขาและเธอมันยังขึ้นเลขหนึ่ง*อยู่เสมอ


“เสียใจมั้ย?”

คำถามของชานยอลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด อี้ฝานยังเหม่อมองไปบนเพดานราวกับไร้ชีวิต รับรู้เพียงอ้อมกอดของชานยอลและแก้มนุ่มที่แนบลงช่วงไหล่ สำหรับอี้ฝานชานยอลก็ไม่ต่างจากเชอรี่ สาวน้อยของห้องนี้นัก

“ไม่หรอก ฉันควรห้ามใจตัวเอง”เขาตอบ

“อย่าโทษตัวเอง...สุดท้ายถ้าฉันไม่ใช่ นายก็แค่หยุด”ชานยอลตอบง่ายๆ

“ฉันเข้าใจนะ...แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไร...ก็มีคนเสียใจอยู่ดี”อี้ฝานมองชานยอลที่ผุดลุกขึ้นจนผ้าห่มสีขาวลงไปกองตรงเอว คำพูดเบาบางของอีกฝ่ายทำเอาจิตใจของชายหนุ่มไหวยวบ

“ถึงสุดท้ายจะไม่ใช่ฉัน...ก็ไม่เป็นไรหรอก”

“...”

“การที่ฉันเข้ามามันก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว สุดท้ายถึงจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ก็ถือว่ากรรมสนองฉัน มันก็แค่นั้น...อย่าห่วงฉันเลย”ดวงตาสวยนั่นขยับหรี่ลงนิดหน่อย “แค่ช่วงเวลาหนึ่งนายพอใจที่มีฉันอยู่ นั่นมันก็มากพอแล้ว”

อี้ฝานขยับตัวลุกขึ้นก่อนจะกอดชานยอลเอาไว้ สัมผัสลากไล้เบาๆที่แผ่นหลังกำลังจะทำให้เขาระงับตัวเองไม่ได้อีกหน อี้ฝานพลิกชานยอลลงไปบนเตียง เติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายของตนเองตามคำเรียกร้อง รสจูบหวานนวลราวกับรสของวิปปิ้ง เหมือนดื่มด่ำกับหนังสือหนึ่งเล่มที่ไม่มีวันจบ กลิ่นกระดาษเฉพาะตัวของมันกำลังทำให้อี้ฝานไม่อาจโงหัวขึ้นมามองความเป็นจริงได้ เขาดูดจูบลงกับลำคอระหง ไล้มือกับสีข้างไปจนถึงท่อนขา เชยชมทั่งทุกตารางนิ้วบนผืนเนื้อนุ่ม เสือกไสร่างกายเข้าหาอีกคนที่ตอบรับราวกับสอดหนังสือลงบนชั้นวางให้ตัวเลขของเรื่องร้อยเรียงกันอย่างสมบูรณ์ ชานยอลยังคงตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยมแม้ว่าจะผ่านมาแล้วหนหนึ่ง จนถึงจุดหมายสำเร็จเสร็จสิ้นแทบจะพร้อมกัน ต่างคนต่างหอบหายใจช้าๆจนกระทั่งชานยอลยกมือลูบข้างแก้มของอี้ฝานอย่างบางเบา

“ขอโทษนะ”

“?”

“เรื่องเธอ...”ชานยอลกล่าวแค่นั้นก่อนจะถูกจูบริมฝีปากปิดปากไปเสีย อี้ฝานไม่สนอีกแล้วว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เขารู้แค่ว่าตอนนี้มันดีมากและเขาจะไม่ยอมให้มันจบลงแบบค้างคาแบบนี้ ...

“ช่างมันเถอะ”

“...”

“สมควรแล้วล่ะ”








“สนิทจังนะกับเพื่อนคนนั้นน่ะ”

หญิงสาวกล่าวขึ้นเรียบๆขณะที่อี้ฝานกำลังจัดหนังสือในห้องสมุดอยู่ลำพัง ชานยอลยังไม่มาหรอกเพราะวันนี้อีกฝ่ายมีเรียนช่วงบ่าย ชายหนุ่มจัดหนังสือสีหน้าเรียบเฉยในขณะที่หล่อนก็พิงชั้นวางหนังสือกอดอกไม่ขยับไปไหน

“อืม”

“นี่เป็นเหตุผลที่เย็นชากับฉันหรือเปล่า...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไปไหนก็บอกฉัน ทำอะไรก็บอกฉันไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันกำลังใช้สมาธิ มีอะไรคุยกันทีหลังนะ”เขากล่าวเรียบจนรู้สึกได้ถึงสายตาของเธอทีจ้องเขม็งก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับทิ้งท้าย

“ฉันเข้าใจนะว่าตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง”

“...”

“แต่ถ้าตบหน้าพวกชอบแย่งแฟนชาวบ้านสักครั้ง...ดังแน่”






เขารู้ว่าชานยอลหมายถึงอะไร...เวลาที่ขอโทษเขาเกี่ยวกับเรื่องเธอ...

เสียงเอะอะจากด้านนอกพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาว่ามีคนทะเลาะกัน และชื่อคู่กรณีที่มาพร้อมกับสายตาที่มองมาทางเขาทำให้อี้ฝานคิดว่าไม่ดีแน่ เขาวางของในมือก่อนจะหยิบบางสิ่งใส่กระเป๋าเสื้อ พลันเร่งฝีเท้าออกไปจากห้องสมุดแล้วก็พบกลุ่มคนมุง อี้ฟานเบียดเสียดกลุ่มคนเข้าไปก่อนจะได้ยินเสียงตวาดลั่น

“ไอ้คนหน้าไม่อาย แย่งแฟนชาวบ้าน!!”

หญิงสาวคนหนึ่งแผดร้องออกมาพร้อมกับผวาหมายจะเข้าทำร้ายอีกฝ่าย ทว่าก็ถูกผลักออกจนล้มลงไปกองกับพื้น โดยที่คู่กรณีซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก็แสยะยิ้มเย็นก่อนจะขยับริมฝีปากออกมาอย่างเยาะเย้ย

“คนๆเดียวไม่มีปัญญาดูแลก็ต้องถูกแย่งแบบนี้แหล่ะ จำไว้!”

“พอ! หยุดเดี๋ยวนี้”อี้ฝานร้องพร้อมกับเข้าไปประคองคนรักที่ล้มลงร้องไห้อย่างน่าสงสาร โดยที่ปาร์คชานยอลก็ยืนนิ่งๆไม่ขยับไหวร่างกาย สายตาเกลียดชังของผู้คนรอบข้างกำลังส่งไปที่ชานยอลในขณะที่หล่อนยังร้องไห้ซบอกอี้ฝานราวคนเสียขวัญ

“ฉันจะไม่ยอมเสียคุณ..อี้ฝาน..ให้โอกาสฉันอีกครั้งเถอะนะ...ฉันผิดไปแล้ว ฉันขอโทษที่ไม่มีเวลาให้คุณ”

“...”เขาเหลือบตาไปมองชานยอลที่มองเขากลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า...

“คนเรารักกันต้องให้อภัยกันไม่ใช่เหรอ? ฉันจะไม่ยอมให้หมอนี่มาแย่งคุณไป พวกหน้าด้าน แย่งของคนอื่น ไม่มีจิตสำนึกบ้างรึไง!!”อี้ฝานเงยหน้าหลับตาขมวดคิ้ว อยากจะถอดแว่นนวดขมับ สายตาผู้คนกดดันเหมือนกับว่าเขาต้องเลือกเธอและชานยอลคือนักโทษประหาร สุดท้ายอี้ฝานจึงได้หยิบบางสิ่งในกระเป๋าเสื้อส่งให้เธอ ภาพถ่ายที่เธอเข้าออกห้องพักของตากล้อง ภาพที่เธอออกเที่ยวกลางคืน ปรากฏตัวในม่านรูดที่ประจำ รวมทั้งรูปสุดท้ายที่ทำเอาน้ำตาหญิงสาวแทบแห้งไปในทันที


ภาพของเธอกำลังไปม่านรูดแห่งหนึ่งกับปาร์คชานยอล...คู่กรณีของเธอ...


“รูปสุดท้ายนี่...เจ็ดเดือนแล้วนะ...เธอคงจำไม่ได้ ตอนนั้นฉันสับสนไปหมด ฉันพยายามทำตัวเป็นคนดีเวลาเจอเขาทั้งที่อยากถามว่ากล้าดียังไงถึงไปกับเธอ... จนวันที่ฉันได้คุยกับเขาจริงจัง ฉันก็ลืมคำถามพวกนั้นหมด...เขาทำให้ฉันประหลาดใจเรื่อยๆ และฉันก็ชอบเขาจนได้”

อี้ฝานกล่าวพร้อมกับความทรงจำตอนที่เอารูปถ่ายในแต่ละวันมาดูแล้วต้องกุมศีรษะคนเดียวอย่างเจ็บปวดลำพัง ความทรงจำตอนที่ดูรูปของวันต่อมาแล้วพบว่าเหมือนคนในบัตรนักศึกษาที่มาสอบถามหนังสือเขาเมื่อกลางวัน ความทรงจำในร้านวาฟเฟิลที่เขาไม่เคยคิดจะไปเหยียบ เพียงแต่อยากถามปาร์คชานยอลว่าต้องการอะไร ได้ผู้หญิงของเขาไปแล้วจะมาคอยตามคอยมองเขาทำไม แต่ยิ่งคุยอี้ฝานกลับถามไม่ออก ยิ่งรู้จักเขากลับมองชานยอลเปลี่ยนไปเรื่อยๆชานยอลทำทุกอย่างที่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยคิดจะทำ ชานยอลทำให้เขาชุ่มชื้นหลังจากทนต่อความแห้งแล้งในความสัมพันธ์ที่เฉยชา สำหรับเขา ชานยอลไม่ควรได้รับสายตาประณามหยามเหยียดจากใครทั้งสิ้น

และเรื่องนี้ชานยอลก็รู้ดี...

“อี้ฝาน..ฉันอธิบายได้นะ! ฟังฉันก่อน!

“ฉันให้โอกาสเธอมามากพอแล้ว”

“อี้ฝาน!”หล่อนฉวยมือของอี้ฝานเอาไว้ ชายหนุ่มมองมือของเธอ ใจสะท้อนเมื่อนึกถึงช่วงแรกที่จับมือกับผู้หญิงคนนี้... เขายังสัมผัสถึงความสุขในเวลานั้นได้อยู่เสมอ ทว่าตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว..

“อย่ายุ่งกับพวกเราอีก”

เขากล่าวเท่านั้นก่อนจะดึงมือของเธอออก มือของเขาและเธอไม่ได้จับกันไว้แน่นพออีกต่อไปแล้ว และในตอนนี้อี้ฝานเลือกที่จะเดินไปจับมือของชานยอลอย่างไม่ลังเล ก่อนจะรู้สึกว่าชานยอลบีบมือตอบกลับมา เขาตัดสินใจจับมืออีกฝ่ายพาออกมาจากกลุ่มคน แม้จะเหลือบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้เสียใจอยู่ข้างหลัง แต่เขาคิดแล้ว... เขาตัดสินใจที่จะทิ้งเธอ หากต้องเลือกอะไรเสียสักอย่างแล้วอีกอย่างจะต้องเสียใจ อี้ฝานขอลือกที่จะปกป้องหัวใจคนที่ดูแลทะนุถนอมเขามาตลอดดีกว่า แม้ว่าจะมาทีหลังอย่างไม่ถูกเวลานัก เขาไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เขาทำมันกล้าหาญ




หากโลกสีเทาๆใบนี้เป็นคนดีแล้วต้องถูกปล่อยทิ้งอย่างไร้ค่า...
อี้ฝานก็คิดว่าเขาพร้อมที่จะเป็นคนเลวแล้ว.





--------------------
*อี้ฝานเปรียบเปรยความสัมพันธ์เหมือนกับ kakao talk ถ้าอีกฝ่ายไม่อ่านแชทมันจะขึ้นเลขหนึ่ง


#aphbKY

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น