อี้ฝานหลังจากไปส่งชานยอลที่ห้อง ก็นั่งรถกลับมากับคนขับรถของทางบ้านโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ
เด็กหนุ่มลงจากรถเข้าสู่ตัวบ้านพร้อมกับย่างเท้าเข้าไปด้านใน และเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“กว่าจะกลับมาได้นะ มืดค่ำดึกดื่นตลอด”
“...”
“จะออกไปข้างนอกอีกล่ะสิ ไม่รู้ว่าทำไมคุณท่านยังเลี้ยงเธออยู่”
“...”
“ตั้งแต่แม่เธอตายไปก็น่าจะสำเหนียกแล้วก็ออกไปได้แล้ว!”ผู้หญิงคนนั้นเร่งเสียงดังขึ้นจนชายหนุ่มอีกคนรีบออกมาพลางส่งเสียงร้องอย่างตกใจ
“คุณแม่! พอเถอะครับ!!”
“ฉันไม่พอ อี้เฟิง! แกไม่ต้องมาห้ามฉัน!”
“คุณแม่ครับ..อี้ฝานไม่ผิดอะไรนะครับ”ชายหนุ่มพยายามกล่าวกับมารดาและรอยยิ้มแสยะของเด็กหนุ่มก็ปรากฏบนใบหน้าคมคายนั้น
“ใครกันแน่ที่ควรสำเหนียก...
อยู่มาจนป่านนี้ผู้ชายยังไม่แต่งออกหน้าออกตา งานสังคมสักงานยังไม่พอไปเลย”
“แก!!”
“คนที่เขามีพร้อมเขาไม่มาเที่ยวจิกใครให้ต่ำหรอกครับ...มันมีแต่พวกที่มีแบบกลวงๆเท่านั้นแหล่ะ”อี้ฝานแสยะยิ้มให้กับหญิงวัยกลางคนที่ทำตาตั้งพร้อมกับชายหนุ่มที่คอยห้ามปรามก็หน้าเสียอีกคน
มือของหล่อนสั่นเทิ้มพร้อมกับอาละวาดเสียงดังอีกครั้ง
“ออกไป!! ออกไปให้พ้นหน้าฉัน! เด็กเลว! แค่ก!! แค่ก!!”
“คุณแม่! อี้ป๋อ!พาพี่เขาขึ้นห้องไปก่อน ใครไปเอาน้ำกับยามาเร็วเข้า”อี้เฟิงส่งเสียงพร้อมกับเด็กชายตัวผอมสูงที่รีบพาอี้ฝานออกไปจากตรงนั้น
และเขาก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรนอกจากมองสภาพพะงาบๆของผู้หญิงคนนั้นด้วยแววตาสะอกสะใจจนมาถึงหน้าห้อง
และเสียงของเด็กชายก็ดังขึ้น
“ขอโทษด้วยนะครับ...ที่แม่พูดจาแบบนั้นกับพี่อีกแล้ว”
“ไม่หรอก
ฉันเองก็พูดไม่ดีเหมือนกัน”อี้ฝานผ่อนลมหายใจ
“ถ้าแม่ไม่พูดขึ้นมาก่อน...พี่ก็คงไม่พูด ผมรู้”
“อย่าคิดมากเลย
ลงไปดูแม่นายเถอะ”อี้ฝานลูบศีรษะอีกฝ่ายเบาๆจนอี้ป๋อค้อมศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะลงไปด้านล่าง
รางสูงใหญ่ผ่อนลมหายใจพร้อมกับเปิดประตูห้อง อี้ฝานเป็นลูกคนกลาง พื้นเพครอบครัวของเขาไม่อบอุ่นนัก
แม่ของเขาแต่งงานกับพ่อตามที่ผู้ใหญ่จัดหาและดูรักใคร่ชอบพอ โดยที่แม่ไม่รู้ว่าพ่อของเขาแอบมีผู้หญิงคนนี้อยู่ก่อนแล้ว
และมีลูกด้วยกันหนึ่งคนก่อนหน้าที่แม่จะมีเขา แม่ที่ไม่สามารถเอาเขาออกได้ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับการคุกคามของผู้หญิงคนนี้
ยิ่งหล่อนท้องลูกชายอีกคน
แม่ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดที่เหมือนถูกผู้หญิงคนนั้นใช้คำว่ามีลูกพรากสามีไปจากท่าน
จนอี้ฝานจบประถม แม่ของเขาก็ผูกคอตายในที่สุด
และผู้หญิงคนนั้นก็เกลียดเขาที่เป็นบุตรที่ชอบตามกฎหมายเหมือนหอกแทงใจเธอมาเสมอ
อี้ฝานไม่รู้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นคนที่มีรสนิยมทางเพศที่ค่อนข้างรุนแรงหรือเปล่า
ความรู้สึกที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งคอยใช้คำพูดกดขี่โดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้มากเพราะหล่อนเป็นผู้หญิงของพ่อ
ทำให้เขามีความรู้สึกอย่างจะกดใครสักคนให้อยู่ใต้อำนาจตลอดเวลา แม้จะแค่บนเตียง
เขาชอบที่จะบงการ ชอบที่จะคุมเกมและบีบบังคับถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ บางครั้งอี้ฝานกคิดว่าเขาเสพติดกับความรู้สึกนี้มากเกินไป
จนกลายเป็นว่าเขาทำตัวไม่ถูกเวลาที่เจอดอกไม้บอบบางจนไม่น่าขยำขยี้...
ทำตัวไม่ถูกเวลาที่อยากจะถนอมอะไรสักอย่าง..เช่น
ความรู้สึกของใครสักคน...
“สามพันแปดร้อยวอนครับ”
ชานยอลจ่ายเงินก่อนจะรับถุงมาจากพนักงานสะดวกซื้อ
ร่างโปร่งเปิดวิตามินขวดดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเหมือนคนแก่
เพราะไอ้เด็กบ้านั่นชวนพิสดารแท้ๆเขาเลยปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด เซนเซย์เชิดปากทำหน้าง้ำหน้างอพลันสาวเท้ายาวๆเข้าโรงเรียนเป็นหนุ่มดอกไม้ให้สาวๆมองช่วงเช้าทุกวัน
ก็อย่าให้เมาแล้วกันเดี๋ยวจะเห็นบียอนเซ่สคูลทัวร์...
“อา...ไม่ได้ไปผับเลยแฮะ”ชานยอลพูดเบาๆพร้อมกับพยุงสังขารกรอบแกรบไปตามถนน
จนกระทั่งเสียงแตรมองเตอร์ไซค์ดังขึ้นพร้อมกับอาจารย์จงอินที่สวมเชิ้ตสีอ่อนกางเกงสีเข้มก็ร้องทัก
“ปาร์คเซนเซย์...อาจารย์คิมให้ผมมารับคุณไปทานข้าวเช้าน่ะ
วันนี้อาจารย์คิมติดสัมมนาอยู่เมืองข้างๆ”ชานยอลเลิกคิ้วเล็กน้อย วันนี้ไม่น่าจะนกสักเท่าไหร่
มองมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบขี่ในโรงเรียนได้ก็เท่ไม่หยอก
ได้ซ้อนผู้ชายแต่เช้า...วันนี้วันดี
พระเจ้าต้องเห็นใจที่เขาโดนตรีนฟาดปากเมื่อวานแน่ๆ... #เลิกนกยกรัง
“อ่า..ขอบคุณนะครับอาจารย์จงอิน”
“จำชื่อผมได้ด้วย...อ่า..”
“เรียกชานยอลก็ได้ครับ”โปรยยิ้มทรงเสน่ห์เป็นท่ากายบริหารยามเช้า
ก่อนจะรีบขึ้นรถเมื่อสังเกตเห็นอี้ฝานเดินเข้ามาในโรงเรียน
สรุปว่าช่วงเช้านี้ได้ทานข้าวกับอาจารย์จงอินอย่างแฮปปี้
อาจารย์จงอินเลี้ยงสุนัขสามตัว มีพี่สาวหนึ่งคน บ้านเปิดร้านเบเกอรี่
น่ารักน่าชังอะไรเช่นนี้ กินครบปีฟรีน้องชายมั้ยน้อ...
หลังจากแยกกับอาจารย์จงอินเรียบร้อย
ชานยอลก็หนีบแฟ้มเดินไปยังห้องพักของตนเองอย่างความสุข
(รวมทั้งแอบเต้นซิงเกิ้ลเลดี้อาศัยจังหวะที่นักเรียนไม่สังเกต)
คิ้วได้รูปขยับยกเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ามีนกเรียนตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังเงยหน้ามองประกาศหน้าห้องของเขาเกี่ยวกับการรับสอนนักเรียนเพิ่มเติม
พร้อมกับใครสักคนที่เอ่ยกับเด็กคนนั้น
“ลู่หาน ปีสามแล้วนะ
คุณไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นหรอก เราจ้างเรียนเอาทีหลังก็ได้”
“แต่ผม..อยากเรียนนี่ครับ”เจ้าตัวยังคงอิดออด
“บริษัทตั้งเป้าให้คุณเป็นเฟรชมีต*ดังแค่ในจีนกับเกาหลีก็พอ
ไม่จำเป็นต้องไปสู้กับไอดอลเกาหลีที่บุกชาร์ตญี่ปุ่นหรอกน่า”
“...”
“อย่าเรียนอะไรไร้สาระเลย”ชายคนนั้นกล่าวพร้อมกับเสียงของชานยอลที่ดังขึ้นทันกัน
“คุณคิดน้อยไปนะ”
“เอ๋?
คุณเป็นใคร?”ชายคนนั้นหันมาถามชานยอลที่เบ้ปากไม่พอใจ
“คุณก็น่าจะรู้ว่าถ้าจะปั้นไอดอลให้ดังต้องไปหลายๆประเทศได้
ถึงจะไม่สามารถบุกชาร์ตดังๆแต่แฟนมีตติ้งก็ควรจะมี แฟนคลับญี่ปุ่นไม่แย่นะคุณ
ออกจะเรียบร้อยและซัพพอร์ตทุกอย่าง ขอแค่ศิลปินจริงใจกับพวกเขา
ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายหรอก จริงๆก็ทุกชาติแหล่ะ ประเทศนี้ดีแต่เหยียดประเทศอื่นๆ แต่ก็ไปทำเงินบ้านเขาตลอด
น่าขายขี้หน้าจะตาย”
“นี่!หมายความว่าไง!”
“อีกอย่าง...สิ่งที่นักเรียนอยากเรียนมันไม่มีคำว่าไร้สาระนะ..จำเอาไว้”ชานยอลจ้องเขม็งกับชายคนนั้นที่อ้าปากจะพูด
ทว่าเสียงๆหนึ่งจากด้านหลังของชานยอลก็เปล่งขึ้นเสียก่อน
“ที่อาจารย์คนนี้พูดก็ถูกนะ...อาหลิว”
“ทะ..ท่านประธาน...แต่ว่า”
“ให้ลู่หานเรียนเถอะ..เดี๋ยวก็จบการศึกษาจากที่นี่แล้ว
พอจ้างครูมาสอนเพิ่มจะได้มีพื้นฐาน...”ชายท่าทางมีอายุหันมาส่งยิ้มให้ชานยอล
“ขอบคุณมากนะครับอาจารย์”
“ไม่..ไม่เป็นไรครับ”ชานยอลตอบเบา
“อาหลิว...เรากลับกันเถอะ
ปล่อยให้ลู่หานเป็นอิสระบ้าง ไว้ค่อยให้เจียเหวินมาดูแลอีกที”
“ครับท่าน..ชึ”ชายคนนั้นหันมาพ่นลมใส่อย่างไม่พอใจเล็กน้อยให้กับชานยอลที่เบ้ปากยักไหล่ใส่ตามด้วยแลบลิ้นปลิ้นตา
เขาชะงักนิ้วหันกลับมามองเจ้านักเรียนที่ยืนทำตาแป๋วแหวว สมองเพิ่งมานึกออกว่าเด็กคนนี้นี่เองที่เกาะเอวอาจารย์เซฮุนไปเมื่อวาน...
เด็กคนนี้ที่ทำให้เขานก... ชานยอลฟรี่ตามองพร้อมกับลู่หานที่ส่งยิ้มมาให้
“หลิวเกอเป็นคนแบบนั้นแหล่ะครับ
เขาเป็นหัวหน้าพวกเมเนเจอร์ ก็เลยระแวงระวังง่าย”ดวงตาโตหวานหรี่หยีพร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณนะครับเซนเซย์”
“อ่อ..เจ้าหน้าแหลมนั่นน่ะนะ..ช่างเถอะ”ชานยอลพึมพำพลางหลบตา...เด็กนี่รัศมีนางเอกสูงมาก...
ยัยเคะรุ่นบาร์บี้... ฟรุ้งฟริ้งแรง.. เจ้าแม่สายมารรับมือไม่ไหว...
“ผมสมัครเรียนได้ใช่มั้ยครับ”ลู่หานเอ่ยถามอีกครั้งพลางกะพริบตาปริบๆด้วยแววตาประกายไปด้วยความหวัง
ในขณะที่ชานยอลแทบจะปลิวเพราะโดนเฮอริเคนซัดจากลมขนตากระพือ..
อย่าให้รู้นะว่าติดขนตาปลอมมาแม่จะเอาไฟแช็คเผาให้
“อ่า..ได้สิ ว่าแต่มีชั่วโมงว่างเหรอเรา”
“ไม่มีหรอกครับ
นอกจากเรียนถึงบ่ายสองผมมีซ้อมทุกวัน
แต่ถ้าขอท่านประธานก็จะได้สักชั่วโมงนึง”เด็กคนนั้นตอบอย่างจริงใจ
โดยที่ชานยอลก็หรี่ตามองเล็กน้อย...เอาเถอะ จะหยวนให้เพราะใฝ่เรียน
“ได้...แต่เราต้องเอาพวกชีทไปทบทวนเยอะหน่อยนะ
โอเคใช่มั้ย?”
“โอเคครับ!”ตอบรับด้วยเสียงแข็งขัน
แสงสว่างจากธรรมมะเหมือนจะกลืนกินความชั่วที่ปาร์คชานยอลสั่งสมมาตลอดหลายสิบปีให้พินาศพัง
เขาเขียนเอกสารส่งให้กับลู่หานลวกๆพลันโบกมือให้กับเด็กหนุ่มที่ส่งยิ้มหวานจ๋อยมาให้
เด็กนี่มันอ้อย...
เขากลับมาทำงานเล็กๆน้อยๆต่อในห้องพักครู
จู่ๆก็เหม่อมองไปบนเพดานอย่างไร้จุดหมายอยู่สักพัก ชานยอลมองออกนอกหน้าต่าง...
เพราะเขาตะโกนใส่หน้าว่าเกลียดพ่อของเขา ทำให้พ่อของเขาไม่ยอมกลับมาบ้านอีก
และเขาเองที่สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรจากพ่อก็ถูกแม่เกลียดเอาอีกคนเหมือนเป็นเวรกรรม
เพราะอย่างนั้นแม้จะมีคนที่พยายามเข้ามาหาแบบจริงใจสักแค่ไหน
ชานยอลก็จะพยายามไม่ให้ล้ำเส้น และใครที่ล้ำเส้นก็จะถูกเขาผลักออกอย่างเย็นชาเสมอ
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมชานยอลถึงได้พูดทุกครั้งว่าเขาชอบทำให้คนอื่นเสียความรู้สึก
ให้พูดตามตรงเขาไม่อยากให้เขามาจมปลักกับเขาเพื่อผิดหวังสักเท่าใด.. ความรู้สึกผิดที่สะสมในใจของเขาถูกระบบออกด้วยรสนิยมที่ชอบอยู่ใต้อำนาจ
ชอบเป็นทาสให้ถูกลงโทษ เพราะมันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องแย่ๆเหล่านี้ได้
จนกระทั่ง...
‘ไม่เป็นไร’
‘…’
‘ถ้าเป็นคุณ ผมโอเค’
ชานยอลยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ก่อนจะไถศีรษะไปมากับโต๊ะทำงานอยู่อย่างนั้น...
หลังจากที่เตรียมเอกสาร(และเดินไปเดินมา)ก็ได้เวลาพักเที่ยง
ชานยอลที่บิดขี้เกียจเตรียมจะออกไปหาอะไรทานก็ยืนชูแขนค้างเมื่ออู๋อี้ฝานปรากฏตัวหน้าห้องพร้อมกับกล่องข้าวขนาดใหญ่กล่องหนึ่ง
ดวงตาคมจ้องมาทางชานยอลพลันขมวดคิ้วฉับเมื่อเซนเซย์กำลงทำท่าประหลาด
ก่อนจะส่งเสียงออกมาเรียบๆ
“ผมมีธุระกับคุณ”
“แต่ฉันว่า...”
“...”ท่าทีนิ่งๆของอี้ฝานทำให้ชานยอลกลัวว่าอีกคนจะขว้างกล่องข้าวมากระแทกหน้าให้เสียของ
เลยจำใจพยักหน้าเก็บของตามอี้ฝานไป คือเขาหิวก็หิว
ได้แต่มองตามหลังของอีกฝ่ายที่ไม่พูดจาอะไรเสียสักนิด
อี้ฝานเดินนำชานยอลไปเรื่อยๆจนไปถึงชั้นบนของอาคาร เซนเซย์สังเกตเรือนรูปโดมที่มีกุญแจคล้องอยู่
ทว่าประธานนักเรียนคนนั้นก็หยิบกุญแจมาไขอย่างง่ายดาย
เรื่องจังไรไว้ใจมันเลยแฮะ...
“เร็วๆคุณ
พักเที่ยงแค่ชั่วโมงสิบห้านาทีนะ”อี้ฝานกล่าวและชานยอลก็สาวเท้าเข้าไป
ในห้องที่มืดสนิทนั้นอี้ฝานก็กดไฟเปิดให้ชานยอลลงไปนั่งกับที่นั่งซึ่งดูคล้ายๆเก้าอี้โรงหนัง
ร่างสูงใหญ่เดินไปปิดประตู ก่อนจะหยิบรีโมตแล้วลงนั่งข้างๆพร้อมกับเปิดแอร์
พลันแกะกล่องข้าวที่ตนถือมาออก
“น้ำดื่มอยู่ตรงนั้น คุณไปหยิบมาสิ”
“ฉัน?”ชานยอลชี้นิ้วหาตัวเองอย่างมึนงง
คือถ้าจะพามาก็บริการให้มันครบทุกอย่างสิเฟ้ย! ร่างโปร่งเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นใกล้ๆโต๊ะเอกสารหน้าหงิก
“มาอยู่ที่แบบนี้ผู้อำนวยการไม่ว่าเอารึไง”
“นี่ห้องทำงานของผม”
“ห๋า?”
“ห้องประธานนักเรียน”อี้ฝานย้ำช้าย้ำชัดกับชานยอลที่อ้าปากค้างพลันกลอกตาเป็นสัญลักษณ์อินฟินิตี้
ไอ้ห้องโมเหมือนท้องฟ้าจำลองเนี่ยนะห้องประธานนักเรียน...เชื่อเขาเลย “รู้แล้วก็รีบมากินข้าวครับก่อนที่มันจะบูด”
“...”ชานยอลกระแทกตัวลงนั่งข้างอี้ฝาน พลันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจอีกครั้งเหมือนเห็นอาหารทุกอย่างจัดวางประณีตเรียบร้อย
เขามองใบหน้าของอี้ฝานอย่างทึ่งๆเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำอาหารออกาได้ดีขนาดนี้
“นี่นายทำเองทั้งหมดเลยเหรอ”
“เปล่าอะคุณคนใช้ที่บ้านทำ”
“...”สงสัยเขาจะอ่านการ์ตูนตาหวานที่ยืมมาจากห้องสมุดมากไป...ชานยอลคิด
“ทำไมล่ะ คุณไม่ชอบเหรอ”
“เปล่าน่ะ เอามาเถอะ
ตอนนี้อะไรก็กินหมดล่ะ”ชานยอลพูดพร้อมกับรับตะเกียบมา และอี้ฝานก็หยิบรีโมตปิดไฟ
“เฮ้ ไฟดับเองหรือนายดับไฟ...”
“...”
“ห๋า...”ร่างโปร่งปล่อยปลายเสียงเบาราวละเมอเมื่อมองไปยังเพดานที่ฉายภาพดวงดาวบนท้องฟ้า
เพียงชั่วครู่ชานยอลก็กะพริบตาเรียกสติพลันกลับมานั่งทานข้าวเหมือนเก่า
“สวยสิท่า”
“มองหากับข้าวไม่เห็นเฟ้ย”
“ผมชอบท้องฟ้าตอนกลางคืนมาก...มากจนในห้องนอนผมก็มีเครื่องฉายดวงดาว
แล้วก็เอามาติดตั้งที่นี่...แต่ก่อนตรงนี้เคยเป็นที่ของพวกชมรมดูดาว
แต่ก็ยกเลิกไปแล้วล่ะเพราะไม่มีใครสานต่อ”
“...”ดวงตาสวยจ้องมองใบหน้าของอี้ฝานที่แม้จะสลัวแต่ก็มองออกว่ากำลังมีความสุข
“เพราะแม่ผมเสียไปนานแล้ว...ผมเลยมีความสุขที่จะอยู่กับมัน
เหมือนอยู่กับท่าน”
“นายเป็นคนละเอียดอ่อนเหมือนกันแฮะ”ชานยอลว่าขึ้น
และอี้ฝานก็เลิกคิ้วนิดหน่อย
“ผม?”
“ใช่...นายเป็นคนละเอียดอ่อน ฉันจะได้กลิ่นครีมอาบน้ำตอนเราจะมีเซ็กซ์กันเสมอ...
แปลว่านายต้องดูแลตัวเองดี
คือบางทีฉันก็เจอพวกปุบปับสกปรกทั้งที่ไม่ได้เร้าอะไรเลย นายจะไม่ยอมใส่ๆไปให้จบ
ต่อให้มัดฉันอยู่ก็เถอะ อืม..หลายอย่างบอกฉันว่านายเป็นคนละเอียด
ฉันเลยไม่ค่อยสงสัยที่นายจะติดไอ้นี่ไว้ที่ห้องทำงาน”
“...”อี้ฝานยกขวดน้ำจรดริมฝีปาก “จริงสิ
ผมถามได้มั้ย”
“?”
“คุณมาเป็นแบบนี้ได้ยังไงเหรอ?”
“นี่นาย...”ชานยอลทำตาขีดแทบจะเป็นเส้นตรง
“เกย์นะไม่ใช่ไข้มาลาเรีย มันถึงจะมาพาหะแล้วถึงเป็น นี่เป็นแล้วไม่หายด้วย”
“ก็...ผมสงสัยก็ถามสิ”
“อืม...ฉันเคยบอกนายไปแล้วใช่ไหม
ว่าพ่อของฉันท่านเป็นหลังจากที่แต่งงานจนมีพี่สาวแล้วก็ฉัน ตอนนั้นแม่รับไม่ได้ล่ะ
ทะเลาะกันบ้านแตกจนพ่อฉันยอมหย่าและย้ายออกไป.. แม่พยายามให้ฉันเป็นผู้ชายเท่ๆแมนๆลูกผู้ชายมาตลอด
แม่จะดีใจมากถ้าฉันไปฟาดปากคนแถวบ้านมาได้ แล้วแม่ก็พลาด”
“...”
“ที่ส่งฉันเข้าเรียนชายล้วน...ตอนนั้นภาพที่พ่ออยู่กับคู่ขาท่านมันยังคิดหัวฉันตลอด
ฉันคิดว่าควรจะเป็นผู้หญิงที่ฉันควรจะทำ ฉันลองทำกับผู้หญิงสักคนแล้วก็ไม่ใช่
จริงๆแล้วฉันชอบทำกับพวกรูมเมท ที่ร้ายสุดคือความจริงแล้วฉันชอบที่จะถูกกอด...
พอเรียนรู้ตัวเองฉันเลยได้รู้ว่าฉันไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงหรอกนะ
แต่ฉันไม่ชอบหุ่นยนต์ ฉันชอบตุ๊กตา สีพาสเทลน่ารักกว่าสีขาวดำแดง อะไรหลายๆอย่างทำให้ฉันรู้ว่าลึกๆฉันตื่นเต้นที่เห็นพ่อฉันทำแบบนั้น
ฉันเกลียดท่าน...แต่ฉันก็ไม่ต่างอะไรจากท่านเลย พอแม่ฉันจับได้ก็บ้านแตกไปอีกคน
ท่านไล่ฉันหนีออกจากบ้าน ที่เรียนมาก็เอามาทำงานไม่ได้
เกาะพี่สาวกินจนมาอยู่นี่แหล่ะ”
“คุณเลยชอบนอนแบบวันไนท์?”
“ไม่นะ..ฉันแค่..บางทีมันเบื่อๆ”ชานยอลว่า
จนกระทั่งอี้ฝานที่เงียบไปนานก็พูดขึ้นอีก
“คุณ...หมดสอนแล้วกลับมาที่นี่ได้มั้ย?”
“เอ๊ะ?”คิ้วได้รูปเลิกขึ้นสูง
โดยที่อีกฝ่ายก็พูดขึ้นนิ่งๆ
“เพราะแบบนี้คุณก็เลยเป็น M สินะ”
“...”
“มันดีถ้าเรามาเจอกันอีกเย็นนี้”อี้ฝานว่าเท่านั้นชานยอลก็ลุกพรวดขึ้นก่อนจะโยนขวดน้ำใส่
“คิดลามกอยู่ล่ะสิเจ้าเด็กบ้า!!”ส่งเสียงให้หายหงุดหงิดก็ก้าวยาวๆออกจากห้อง
ไม่วายปิดประตูใส่เสียงดังปิดท้าย ปล่อยให้อี้ฝานเหลียวมองตามอยู่พัก
ก่อนจะนั่งไขว้ห้างยิ้มอยู่เงียบๆคนเดียว
ชานยอลหลังออกมาจากห้องประธานนักเรียนก็เบ้ปาก...
คนหื่นๆอย่างเด็กเวรนี่น่ะเหรอจะเรียกไปเจอเฉยๆ หลังจากที่เจอกันตั้งแต่ครั้งแรกก็พอรู้ว่าเด็กนั่นเป็นยังไง
เป็นยังไงล่ะ...
เจ้าตัวเหลียวมองประตูโดมบนดาดฟ้าอาคารพลันสาวเท้าเร็วๆเพื่อกลับลงไปด้านล่าง
ทำไมเขาต้องไปเจอด้วย เพื่ออะไร แต่พอมีคำถามว่าเพื่ออะไรก็มีคำตอบขึ้นมาแทบจะทันทีเช่นกัน...
ว่าเขาอยากรู้ว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงมีรสนิยมแบบนั้น
การสอนตลอดบ่ายผ่านไปโดยที่ชานยอลก็เหมือนสติหายไปครึ่งหนึ่ง
แต่เขาก็พยายามสอนเด็กๆอันเล็กน้อยไปตามปกติ
นักเรียนส่วนใหญ่เป็นพวกเทรนนี่ที่ค่อนข้างตั้งใจ ผิดกับในซีรี่ส์ที่เขาเคยดูว่าพวกเป็นเทรนนี่มักอวดตัว
ซึ่งพอได้มาเห็นเด็กพวกนี้จริงๆแล้ว เขาก็คิดล่ะว่าเด็กๆเหล่าๆนี้ไปรู้จะเอาอนาคตไปวางตรงไหนนอกจากสิ่งที่เลือก
จะดีหน่อยก็จะเด็กตาหวานที่นั่งกลางห้องละมั้ง
เพราะจากคำพูดของประธานบริษัทก็น่าจะวางแผนอนาคตให้ค่อนข้างใหญ่อยู่
เมื่อการสอนหมดลง สั่งการบ้านให้นักเรียนกลับไปทำเรียบร้อยดี
ชานยอลก็เก็บเอกสารเดินบิดขี้เกียจกลับมาที่ห้องพักครู วันนี้มีลดราคาที่ซูเปอร์
ต้องรีบไปซื้อก่อนที่ของจะหมด เขาเก็บเอกสารจัดขึ้นชั้นและหยิบเป้สะพายสาวเท้าออกจากห้องจนมาถึงบันได
สายตามองสลับทางลงที่จะกลับบ้าน กับทางขึ้นที่จะไปถึงห้องประธานนักเรียน เจ้าตัวกระชับสายสะพายเป้มั่น
ไม่มีทางที่จะไปหรอก ไปก็รู้ว่าจะจบลงแบบไหน...
คิดได้ดังนั้นชานยอลก็ตัดสินใจก้าวเท้าตรงไปทางบันไดทางลง...
“ล็อคอยู่เหรอ?”
ชานยอลพึมพำขณะที่เดินมาหยุดหน้าเรือนรูปโดมบนดาดฟ้าอาคารเรียนอีกครั้ง
ไอ้ที่ประหลาดไม่น่าจะมีอยู่ด้วยกันได้นี่มัน... เซนเซย์ถอนหายใจอย่างนึกรำคาญตน
ทั้งที่ก้าวลงไปแล้วแท้ๆ แต่ก็แค่สามขั้นแล้วเขาก็หันกลับสาวเท้าฉับๆขึ้นมาถึงนี่จนได้
จนตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขานั้นคิดอะไรอยู่
“เพราะแบบนี้คุณก็เลยเป็น
M สินะ”
สมองของชานยอลกำลังนึกภาพตัวเองเมื่อเปิดประตู
เขาอาจจะถูกเด็กนั่นเอาเชือกมัด ใส่กุญแจมือ หรือว่าถูกจับพาดเข่าแล้วก็ตีก้น...
อาจจะตีด้วยมือ หรือดีไม่ดีอาจจะมีแส้ซ่อนไว้...
กลับดีกว่า!
“ขอโทษที่มาช้านะ พอดีผมต้องเอาเอกสารไปให้ผู้อำนวยการน่ะ”เสียงของอี้ฝานดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ชานยอลสะดุ้งตัวตรงก่อนจะเหลียวหน้ามามองเด็กหนุ่มอย่างตื่นๆ
อี้ฝานขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “เป็นอะไร?”
“...”
“หรือคุณกลัว?”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
เพียงเท่านั้นอีกฝ่ายก็สะบัดตัวทำท่าอวดเก่งใส่ทันที
“ใครกลัว ฉันหงุดหงิดที่ต้องมารอต่างหาก”
“...”รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของอี้ฝาน “เหรอ?”
“...”
“จะเปิดเดี๋ยวนี้แหล่ะครับ”ว่าพลางไขกุญแจห้องพร้อมกับเปิดออก
ชานยอลเม้มปากดวงตาจดจ้องมองแผ่นหลังของอี้ฝานก่อนจะเสตาไปข้างๆ
พอเงยหน้าอีกทีก็เจออีกฝ่ายเปิดประตูค้างรออยู่ “ป๊อดเหรอ?”
“ตลก”เซนเซย์เบ้ปากพร้อมกับสาวเท้าตามอีกฝ่ายเข้าไป
อี้ฝานกดเปิดไฟพร้อมกับปิดประตู ชานยอลก็ลงไปนั่งกับพวกเก้าอี้กำมะหยี่ที่เคยนั่งไปเมื่อกลางวัน
อุณหภูมิในห้องเริ่มเย็นขึ้นตามการทำงานของแอร์คอนดิชันเนอร์
เขามองเด็กหนุ่มที่ถอดแว่นใส่กล่องพร้อมกับเสยผมขึ้นพลันขยับคลายเน็คไทเล็กน้อย
จู่ๆชานยอลก็ก้มหน้าลงทำหลังตรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ตั้งใจว่าจะแหกปากอย่างถึงที่สุดถ้าอีกฝ่ายคิดจะพิสดารกับเขาขึ้นมา
“สอนวันนี้เป็นไงบ้างครับ”อี้ฝานถามขึ้น
“ก็ดีอะ”
“โอเค ผมจะไม่อ้อมค้อม”ร่างสูงใหญ่ปลดเนคไทขึ้นพันมือแล้วใช้มืออีกข้างขึงปลาย
เพียงท่านั้นชานยอลก็อ้าปากหวอทันที
“เฮ้ย
ถึงฉันจะชอบแบบนั้นแต่ไม่ได้แปลว่าทำกันยังไงเมื่อไหร่ก็ได้นะเว้ย”
“...”
“ถ้าเข้ามาอีก..ฉัน...ฉันแจ้งตำรวจนะ!”
“ได้ข่าวว่าคุณสนใจแอนนาซุยเหรอ
ผมเห็นคุณเก็บโบรชัวร์ห้างไว้เมื่อวันก่อน”จู่ๆอี้ฝานก็พูดขึ้นจนชานยอลที่กำลังโวยวายขมวดคิ้วอีกรอบ
“ห่ะ”
“ผมมีวอชเชอร์นะ ของที่บ้านน่ะ”
“...”
เสียท่าจนได้...
ตอนนี้ชานยอลที่ถูกผูกตาด้วยเนคไทก็นั่งมึนกับชีวิตตัวเองอีกครั้งในขณะที่อี้ฝานก็เริ่มเปิดเครื่องฉายท้องฟ้าจำลองพร้อมกับหย่อนกายลงข้างๆ
เซนเซย์ที่นั่งตัวแข็งก็ค่อยๆถูกพาให้เอนลงนอนกับเก้าอี้ที่ปรับนอนได้
อี้ฝานดึงพนักแขนแบบพับขึ้นก่อนจะลงนอนข้างๆพร้อมกับกุมมือของชานยอลเอาไว้
“จะ..จะทำอะไรกันแน่เนี่ย”
“ไม่นี่...ผมแค่สังเกตตอนเราค้างด้วยกันคุณชอบพลิกไปพลิกมาเหมือนหนีแสงไฟ
หอคุณอาจจะนอนไม่สะดวก หรือห้องอยู่ตรงที่แสงเข้ามาง่าย ลองปิดตานอนพักนิ่งๆมันจะดีขึ้นนะ”อี้ฝานยิ้ม
และแน่นอนว่าชานยอลไม่มีทางเห็น “ผมเคยทำตอนเครียดๆ มันดีมากเลยแหล่ะ”
“มันมืด...”
“มันก็ดีไม่ใช่เหรอ
คุณก็แค่ลองตาบอดซะบ้าง กับอะไรที่ไม่อยากมอง”คำพูดของอี้ฝานทำให้ชานยอลผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ความจริงเด็กคนนี้คำพูดคำจาต่างกับที่พวกเขาคุยกันคืนแรกนั้นมาก พวกเขาอยู่กันแบบเงียบๆหลังจากนั้น
ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาอีก และอู๋อี้ฝานอาจไม่รู้ว่าชานยอลไม่มีทางหลับลงได้แน่นอน
เขาจะนอนได้อย่างไรถ้ามีอีกคนอยู่ข้างๆแบบนี้ มันไม่ใช่แค่ความระแวงระวัง.. แต่จะมานอนเฉยๆแบบนี้มัน...
นี่เขาหวังอะไรอยู่วะเนี่ย...
“เอ่อ...”ชานยอลส่งเสียงขึ้นและอี้ฝานก็เหลียวหน้ามามองเล็กน้อย
“นี่คุณยังไม่นอนอีกเหรอ”
“คือ...ฉันอยากถามเรื่องนึง”
“ว่า?”
“ทำไม...ทำไมนายถึงชอบมัด...เหรอ?”เสียงเบาๆลอดมาจากริมฝีปากของชานยอล...
ริมฝีปากได้รูปที่ขยับไปตามการออกเสียง ในขณะที่ดวงตาถูกพันด้วยเนคไทนักเรียน
ร่างสูงโปร่งผิวเนื้อนวลสวมเชิ้ตสีขาวพอดีตัวกับสกินนี่เดนิมสีดำทอดกายอยู่บนเบาะกำมะหยี่สีแดงสด
แม้แสงในห้องจะค่อนข้างมืดสลัว ทว่าสายตาที่ชินกับความมืดก็มองเห็นอย่างแจ่มชัด
เพราะอี้ฝานนอนมองชานยอลอยู่นิ่งๆมาตั้งแต่แรกเช่นกัน...
“คุณอยากรู้?”ส่งเสียงขึ้นก่อนที่ชานยอลจะรู้สึกว่าอุ้งนิ้วของอี้ฝานกำลังถูหลังมือของเขาเบาๆ
“จ่ายผมก่อน”
“จ..จ่ายอะไร...”
“ผมขอจูบ...ครั้งเดียว”
“...”
“จะไม่งอแงเลย จะเป็นเด็กดี จะเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นตระกูลมาตั้งรกรากที่โซล...”
“เออๆ พูดมากน่า”เซนเซย์เบือนหน้าไปข้างๆ “จูบก็จูบ”
“เยป”
“ทีเดียวนะเว้ย”
“ทีเดียวก็พอแล้ว”อี้ฝานขยับให้ชานยอลลุกขึ้นนั่ง
ประคองสองข้างแก้มของอาจารย์อย่างนุ่มนวล ดวงตาคมจดจ้องไปยังริมฝีปากได้รูปนั่นพร้อมกับขยับยิ้มออกมาจางๆ
“จะจูบยัง”
“ชาร์จอัลติ*ก่อน”
“ตลก จะผูกตาฉันแบบนี้ใช่มั้ย”
“มันตื่นเต้นดีไม่ใช่เหรอ...”เด็กหนุ่มยื่นหน้าไปกระซิบเบาๆที่ริมหูของชานยอล
“ครับ”
“...”
เมื่อพบว่าอีกฝ่ายอยู่นิ่งๆ
อี้ฝานก็ขยับใบหน้าไปใกล้ก่อนจะแนบริมฝีปากแตะกลีบปากนุ่มนิ่งๆอยู่พัก
ก่อนจะเผยอปากตัวเองเล็กน้อย ริมฝีปากที่ติดแนบทำให้อี้ฝานสามารถเปิดปากอีกคนได้อย่างง่ายดาย
เขาเลียร่องริมฝีปากของชานยอลอย่างบางเบาโดยไม่ยกริมฝีปากออกแม้แต่นิดเดียว หัวแม่มือของเด็กหนุ่มค่อยๆกดปลายคางของเซนเซย์ให้อ้าปากออกกว้างขึ้นพร้อมกับสอดลิ้นเข้า
เพียงเท่านั้นชานยอลก็สะดุ้งห่อไหล่อัตโนมัติ นิ้วมือเผลอขยุ้มชุดนักเรียน ลมหายใจเบาลงและถี่ขึ้นผิดจังหวะลมหายใจปกติ
เรียวลิ้นชื้นลากเลียไปตามแนวฟัน ดูดซับกลิ่นโกโก้กระป๋องที่น่าจะกดมาจากโรงอาหาร ในขณะที่ชานยอลก็รู้สึกร้อนวูบไปทั้งใบหน้าและลำตัว
เผลอเกาะเกี่ยวบ่ากว้างๆนั่น เล็บกดข่วนไหล่ไปอีกฝ่ายไม่รุนแรงนัก
และที่น่าแปลกใจคือริมฝีปากของอี้ฝานยังไม่ยกออกไปจากปากของชานยอลแม้แต่นิด
“อึ้ก!”ทุบไหล่ประท้วงเมื่อลมหายใจจวนจะหมด เมื่อพบว่าชานยอลเริ่มดิ้นแรงมากขึ้นเขาก็ยิ่งแนบริมฝีปากลงไปแน่นขึ้น
จนกระทั่งเรียวนิ้วจิกทึ้งเสื้อเริ่มเกร็งสั่น
อี้ฝานจึงค่อยๆผ่อนริมฝีปากและขยับถอยออก พร้อมกับชานยอลที่รู้สึกโล่งไปทั้งตัว ราวกับเป็นออโต้อีโรติค*แบบย่อมๆ
เด็กหนุ่มรอให้อีกคนกอบลมหายใจเข้า จนร่างที่หายใจหอบค่อยๆปรับสภาวะจนจวนปกติ
“ผมจะเล่าแล้วนะ เริ่มจากตรงไหนก่อน”
“เดี๋ยว”ชานยอลเอ่ยปากเบาๆทั้งที่ผูกตาอยู่
มือขาวๆที่ขยับสะเปะสะปะค่อยๆเลื่อนขึ้นแตะใบหน้าของอี้ฝานที่นั่งอยู่นิ่งๆ แค่เรียวนิ้วลากเบาๆไปตามลำคอใบหน้าอี้ฝานก็เผลอหรี่ตาลงอย่างสะท้าน
และมันดีตรงที่ชานยอลไม่เห็น เด็กหนุ่มมองไปที่ริมฝีปากที่ยังฉ่ำไปด้วยน้ำลาย
และอีกคนก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากตัวเองในชั่วระยะเวลาสั้นๆพลันส่งเสียงขึ้นอีกครั้ง
“อีกที”
“...”
“อีกทีนะ”คำขอเบาๆที่ลอดริมฝีปากอิ่มตึงแทบจะขยำขยี้สติของอี้ฝานลงไม่มีชิ้นดี
เขาจับมือของชานยอลที่แตะแนบแก้ม ก่อนจะกดจูบลงไปอย่างบางเบา ลิ้นนุ่มๆเข้าแตะกลีบปากของอี้ฝานแทบจะทันที
และเขาเองก็ตอบรับแบบไม่เสียเวลาคิด รสจูบที่แนบสนิทเริ่มต้นขึ้นใหม่จนลมหายใจที่กลืนเข้าแทบจะเป็นลมหายใจเดียวกัน
และเป็นแผ่นหลังของชานยอลที่แนบลงกับเบาะอีกครั้งในท้ายที่สุด
**********
เฟรชมีต(เนื้อสด) = ใช้เรียกไอดอลหน้าใหม่ที่มีชื่อเสียงของจีน
อัลติ = มาจาก ultimate แปลว่า
ที่สุด สุดท้าย จุดสูงสุด ส่วนมากที่จะเจอจะเจอตามพวกเกมแนว moba เวลาเรียกท่าไม้ตาย
ออโต้อีโรติก = การทำให้ตัวเองขาดอากาศเพื่อปลุกเร้าอารมณ์เพศ
#aphbKY

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น