วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

MISTER 1/2















Title : MISTER 1/2
Author : RUNAWAY05
Note : คุณพ่อขาร็อค



“ผมต้องการพบผู้ปกครองของโอเซฮุนเดี๋ยวนี้”

ปาร์คชานยอลวัยยี่สิบสองประกาศเจตนารมณ์พร้อมกับกอดอกสีหน้าเอาเรื่อง ข้างกายปรากฏร่างอ้วนกลมของเด็กชายตัวน้อยดวงตาโตหวานที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตากำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ดวงตาของชานยอลเพ่งมองไปยังเด็กชายอีกคนที่นั่งก้มหน้าไกวขาไปมากับเก้าอี้ พลันเงยหน้าหรี่ตาใส่คุณครูผู้ดูแลนักเรียนประถมที่กำลังทำหน้าแหยเป็นจุดสุดท้าย

"ผมเกรงว่าผู้ปกครองของเซฮุนจะไม่สะดวกนะครับ”คุณครูจุนมยอนเอ่ยประนอม และคู่สนทนาก็เบะปากทันที

“ไม่สะดวกกี่ครั้งแล้วครับ? กี่ครั้งแล้วที่เด็กคนนี้แกล้งหลานของผม แล้วนี่เอาหมากฝรั่งมาแปะหัวกันอีก มันจะมากไปแล้วนะครับ!”ชานยอลว่าสีหน้าบึ้งตึง โดยที่คุณครูก็พยายามยกมือประนีประนอมแทนเด็กชายที่ก้มหน้าต่ำลงไปกว่าเก่า

“ใจเย็นๆนะครับคุณปาร์ค ผมว่าผู้ปกครองของเซฮุนยังไม่สะดวก ถ้ายังไง...”

“พรุ่งนี้ผมหวังว่าจะมีอะไรตอบกลับจากทางผู้ปกครองอีกฝ่ายนะครับ”ว่ารวบรัดพลางอุ้มร่างอ้วนกลมขึ้นอ้อมอก “ลู่หาน กลับบ้านกันเถอะ”

ไม่มีคำตอบจากหลานชายนอกจากเสียงร้องไห้กระซิกๆ และนั่นยิ่งทำให้ชานยอลหงุดหงิดเจ้าเด็กตัวผอมที่เอาแต่เงียบเหมือนไม่รู้สำนึกไปยิ่งกว่าเก่า ร่างโปร่งสาวเท้าฉับๆออกมาจากอาคาร ปากก็บ่นว่าหลานชายไปตามประสา

“อาบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปเล่นกับเด็กคนนั้น  ดูซิเป็นยังไงล่ะ”

“ฮึ่ก..ฮือ...”

“เอ้า..สะอื้นอีก ไม่ต้องพูดหรอกเดี๋ยวจะเจ็บคอเอา”เมื่อเห็นว่าคนเป็นหลานยังร้องห่มร้องไห้น่าสงสารก็ดุด่าไม่ลง ชานยอลลูบหลังเด็กน้อยเบาๆพร้อมกับเสียงอู้อี้ดังขึ้นที่ต้นคอ

“เซฮุนเค้าไม่ได้ตั้งใจนะฮะ...”

“...”รักเขาเหลือเกิน...

“จริงๆน้า...ฮึ่ก...”ยังคงแก้ตัวปนสะอื้นไปด้วยจนผู้เป็นอาถอนหายใจเอือมๆ ชานยอลมองใบหน้าของหลานชายที่น้ำตาเปียกแก้มยุ้ยๆทั้งสองข้างก็ผ่อนลมหายใจบางเบา

“แต่เขาก็ทำเราร้องไห้ไม่ใช่เหรอ”

“...”

ชานยอลพรูลมหายใจอีกรอบเมื่อเห็นปากเล็กๆกลั้นสะอื้นไม่ให้ร้องไห้จนปากบิดปากเบี้ยว “อืม..เอาล่ะ อาไม่พูดแล้ว อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ น้ำมูกย้อยแล้วนะ”

“แล้วเสี่ยวลู่ต้องตัดผมมั้ย”เด็กน้อยถามเสียงอ่อยๆหลังจากกลั้นก้อนสะอื้นไปได้พักหนึ่ง

“ตัดให้ผมแหว่งไปเลย เข้าข้างดีนักนี่”เผลอก่นว่าด้วยความหงุดหงิดพลันอ้าปากค้างเมื่อหลานชายตั้งท่าเป่าปี่อีกรอบ “ล้อเล่นน่า ให้หม่าม๊าเอาน้ำมันถูๆก็ออกแล้วนะ”

“จริงนะ”

“จริงสิครับ ไม่ต้องร้องแล้ว ใครทำหนูอาจะเตะมันเอง”ว่าพลางหย่อนหลานตัวน้อยลงเบาะพลันเดินอ้อมไปเปิดประตูฝั่งคนขับ ก่อนที่รถเก๋งสีควันบุหรี่จะเคลื่อนตัวออกจากรั้วโรงเรียนอย่างเชื่องช้าเพราะเข้าช่วงการจราจรพอดี

ชีวิตของชานยอลเองนั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบเท่าใด เขาเรียนมหาวิทยาลัยไม่จบ ด้วยความรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่ และด้วยจังหวะของชีวิตทำให้เขาหันเหออกจากมหาวิทยาลัยที่เรียนเกี่ยวกับกฎหมายมาเป็นผู้ช่วยสอนอยู่ที่สถาบันดนตรีแห่งหนึ่ง ด้วยความฝันทำให้ชานยอลต้องตัดขาดกับทางบ้านไปโดยปริยาย และได้สนิทกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ของเด็กชายตัวอ้วนปุ๊กที่หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม ลู่หานเป็นเด็กเชื้อจีนแต่กำเนิด แต่เติบโตและเรียนที่เกาหลี ซึ่งชานยอลเองก็เอ็นดูราวกับหลานชายแท้ๆ



“ผมว่าเด็กคนนั้นร้ายกาจมากเลย ผมไม่อยากให้เสี่ยวลู่ไปยุ่งด้วย”

เขากล่าวพลางล้วงมือกับกระเป๋าเสื้อโค้ททั้งสองข้าง ไขว่ห้างมองเด็กน้อยที่ถูกคุณแม่เอาน้ำมันเช็ดถูสางเส้นผมให้หลังจากพาลู่หานมาส่งให้มารดาของเด็กที่สถาบันดนตรี หยางมี่ส่งยิ้มละไมมาให้ก่อนจะลูบเส้นผมลูกชายอย่างนุ่มนวล

“เสี่ยวลู่...หม่าม๊าบอกแล้วใช่มั้ยคะ ว่าถ้ามีเรื่องอีกหม่าม๊าจะให้ย้ายโรงเรียน”

“ไม่ใช่นะฮะ...เซฮุนไม่ตั้งใจจริงๆ”เด็กชายวัยแปดขวบยืนกราน “เสี่ยวลู่ไปถามอะไรไม่ดีเอง...”

“หนูไปถามอะไรเขาคะ”ผู้เป็นแม่ซักไซ้อย่างอ่อนโยน ซึ่งใบหน้ากลมป๊อกก็ก้มจนคางชิดอก

“เสี่ยวลู่..แค่ถามหาแม่เค้า...เซฮุนบอกไม่มี เสี่ยวลู่เลยถามว่าทำไมไม่มี แล้วเขาก็เลยเสียงดังใส่ เสี่ยวลู่ตกใจ..ก็เลยร้องไห้”พอฟังความดังนั้นคุณอากับคุณหม่าม๊าก็มองหน้ากัน และชานยอลก็เป็นคนตั้งคำถามต่อไป

“แล้วหมากฝรั่งล่ะ”

“เซฮุนจะลูบหัวเสี่ยวลู่..แล้วหมากฝรั่งก็ไปติดฮะ ตอนแรกเขาจะทิ้งอ่ะ”

“...”ดวงตาของคุณอาหรี่ลง “ไม่รู้ล่ะ ยังไงอาก็ต้องคุยกับผู้ปกครองเขาให้ได้ เราก็แบบนี้ตลอด โดนเขาแกล้งมาตั้งแต่อนุบาล พอเขาขอโทษหน่อยก็ใจอ่อน ไม่จำบ้างรึยังไงนะ”

“งื่อ”ดวงตากลมโตหรุบมองพื้นเมื่อคุณอาเอาแต่ดุจนคุณหม่าม๊าเช็ดหมากฝรั่งออกจากเส้นผมให้อย่างเอ็นดู

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ เสี่ยวลู่...อาชานยอลเขาเป็นห่วงหนูนะ ถ้าอาเขาไม่ห่วงหนู อาเขาจะไม่สนใจหนูเลย..อาชานยอลไม่อยากให้หนูโดนแกล้งบ่อยๆ หม่าม๊าเองก็เหมือนกัน หนูเข้าใจมั้ยลูก”

“เข้าใจฮะ...”เอ่ยเสียงอ่อยหน้าม่อยไปตามระเบียบ ก่อนที่ชานยอลจะลุกไปลูบศีรษะกลมเบาๆ

“เดี๋ยวอาพาไปกินไอติมนะ”

เพียงเท่านั้น เด็กน้อยที่ท่าทางหงอยเหงาก็ตาใสโผเกาะท่อนขายาวๆของคุณอาทันที ชานยอลอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะอุ้มลู่หานขึ้นและพาหยางมี่ออกไปด้วยกัน พ่อของลู่หานทำงานที่ต่างประเทศ เหมือนทำอยู่ในบริษัทใหญ่นานๆจะกลับมาสักครั้ง แต่ลู่หานก็เป็นเด็กดี ไม่งอแง ไม่แผดเสียง ไม่ดื้อรั้นเหมือนเด็กวัยเดียวกัน ทว่าเสียอย่างเดียวตรงที่ว่าเป็นเด็กใจอ่อน ขี้สงสาร ถึงได้โดนแกล้งเอา และส่วนใหญ่คนที่แกล้งก็เป็นเจ้าเด็กตัวผอมหน้านิ่งคนเดิม

ชีวิตวัยเด็กของชานยอลไม่ค่อยมีความสุขนัก เพราะพ่อของเขาเป็นทนายใหญ่ มารดาก็ทำงานเกี่ยวกับกฎหมายอัยการ พวกท่านทั้งปลูกฝังและพยายามจะให้ชานยอลเป็นอย่างที่พวกท่านหวัง เหมือนที่เคยทำได้กับพี่ชายของเขามาก่อน แต่ชานยอลชอบดนตรี เขาอยากเป็นครูสอนร้องเพลง อยากเป็นครูสอนกีตาร์ อยากเป็นอะไรที่อยากเป็น ไม่รู้กี่ครั้งที่เขากลับมาบ้านและพบว่าหนังสือคอร์ดกีตาร์เพลงที่แอบซ่อนไว้ถูกแม่รื้อออกมาเผาทิ้ง หรือถูกดุด่าเพียงแค่ว่ามัวแต่หัดเล่นกีตาร์จนไม่อ่านหนังสือกฎหมายที่พวกท่านวางไว้ให้ ชานยอลรู้ตัวมาตลอดว่าเขาไม่สามารถทนในสภาพแบบนี้ต่อไปได้ ยิ่งเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทุกอย่างก็ดูอึดอัดมากไปกว่าเดิม จนเขาหยุดทุกอย่างแล้วหนีออกมาก่อนที่จะอยู่ในจุดที่เขาขยับไปไหนไม่ได้

“คุณปาร์คคะ โทรศัพท์จากโรงเรียนค่ะ”

“ครับ?”ร่างโปร่งขานรับหลังจากหมดชั่วโมงสอนดนตรีพื้นฐานของวันไปไม่นาน ชานยอลยกหูโทรศัพท์เข้าแนบก่อนจะกรอกเสียง “สวัสดีครับ”

((อ่า...คุณปาร์ค..ผมคุณครูจุนมยอน ครูประจำชั้นของลู่หานครับ))

“ว่ายังไงครับ ใครทำอะไรหลานผมอีก”คิ้วเขม่นเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนที่ปลายเสียงจะตอบแผ่วๆกลับมา

((ไม่ใช่ครับ..เอ่อ...คือผมติดต่อผู้ปกครองของเซฮุนให้คุณแล้ว เขาบอกว่าให้คุณไปพบเขาเพื่อพูดคุยกันที่ร้านอาหารVival เดี๋ยวผมจะบอกที่อยู่นะครับ))

“ได้ครับ โชอา ผมขอกระดาษหน่อย”ยื่นมือไปหาเลขาผมบลอนด์สั้นที่รีบหยิบปากกากระดาษส่งให้ ชานยอลจดที่อยู่ลงกระดาษลวกๆ พลันขอบคุณปลายสายแล้ววาง “ถ้าพี่หยางมี่มาบอกว่าผมไปธุระนะ”

“ได้ค่ะคุณปาร์ค”เลขาสาวรับคำพร้อมกับชานยอลที่เดินไปหยิบเสื้อโค้ทมาใส่ อากาศแห้งๆในช่วงฤดูใบไม้ร่วงทำให้เขารู้สึกชีวิตห่อเหี่ยวเป็นสองเท่า ร่างโปรงสาวฝีเท้าขึ้นรถก่อนจะขับไปยังเป้าหมายซึงอยู่ไม่ไกลจากสถานบันดนตรีเท่าใดนัก


“...”

คุณครูคนนั้นให้ที่อยู่มาผิดรึเปล่าเนี่ย...

ชานยอลขมวดคิ้วมุ่นมองที่อยู่ซึ่งน่าจะอยู่พิกัดนี้ ซึ่งร้านอาหารก็อยู่ตรงหน้า..แต่ทว่าตอนนี้มันกำลังปิดบริการ ชานยอลหันซ้ายหันขวา...บ้าไปแล้วละมั้ง คนอะไรนัดชาวบ้านมาที่ร้านอาหารไม่ได้เปิด ในขณะที่ชานยอลกำลังคิดว่าจะไปเฉ่งตรงไหนก่อน เสียงของใครสักคนก็ดังขึ้น

“ร้านเปิดตอนเย็นนะครับคุณลูกค้า”

“โอ๊ะ”เขาอุทานเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างกะทัดรัดดวงตาอ่อนโยนขยับยิ้มให้ ชานยอลหันซ้ายหันขวาก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงไม่ดังนัก “ที่นี่ร้านVival ใช่มั้ยครับ”

“ใช่แล้วครับ ที่นี่ล่ะ แต่ร้านเราเปิดตอนห้าโมงครึ่งน่ะ”อีกฝ่ายตอบ

“ย่าห์! ผมคงโดนหลอก”ร่างโปร่งสบถอย่างหัวเสีย “มีคนหลอกผมนัดมาคุยที่นี่น่ะครับ บ้าจริงเลย”

“หืม?”คู่สนทนาเลิกคิ้วขึ้น “อ๋อ...คุณใช่ผู้ปกครองของเพื่อนเซฮุนใช่มั้ยครับ”

“เอะ...ครับ ผมเป็นอาของลู่หาน”

“สวัสดีครับ..ผมชื่ออี้ชิงนะ เป็นเจ้าของร้านที่นี่ หุ้นส่วนกับพ่อของเซฮุน เขานอนอยู่บนร้านน่ะ”พอสรุปที่มาที่ไปกันได้ ชายคนนั้นก็กล่าวเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ชานยอลที่อ้าปากจะค้านก็พูดไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่เดินตามอี้ชิงขึ้นไปชั้นสองขณะที่เหล่าพนักงานก็ขนของสดเข้าไปหลังร้าน “ปกติเราไม่ใช่แค่ร้านอาหารน่ะครับ เป็นร้านเหล้าแล้วก็มีดนตรีด้วย ก็เลยเปิดเฉพาะตอนมืด ห้าโมงครึ่งถึงตีหนึ่ง เพราะอย่างนั้น อี้ฝาน..อ่า..พ่อของเซฮุนเลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่”

“เอ๋?...ทำไมชื่อ”ชานยอลพึมพำ แต่ก็กลืนคำพึมพำลงไปเมื่ออี้ชิงเปิดประตูห้อง ปรากฏร่างชายหนุ่มนอนเปลือยมีผ้าห่มผืนเดียวคลุมตัว รอบกายมีทั้งขวดเหล้าและกระป๋องเบียร์ และซากกับแกล้ม อี้ชิงเหยียดริมฝีปากพยายามปั้นยิ้มให้ชานยอลที่เบือนหน้าไปทางอื่นเพราะสายตาเจ้ากรรมมองไปยังใบหน้าคนนอนหลับที่เปื้อนไปด้วยลิปสติก และซากถุงยางอนามัยใช้แล้วที่พาดอยู่กับกองขวดโซจู สภาพเมาเละเทะดูไม่เป็นผู้เป็นคนทำเอาร่างสูงโปร่งผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อยอย่างนึกสงสารเด็กขึ้นมา

“อี้ฝาน...อี้ฝาน...คนที่นายนัดมาน่ะเขามาแล้วนะ”อี้ชิงเดินไปปลุกชายหนุ่มที่ขมวดคิ้วเข้ม จมูกโด่งดมกลิ่นฟุดฟิดพลันเอาผ้าห่มม้วนตัวขดหนีไปทางอื่น

“อือ...”

“อือแล้วก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวดีๆสิ”ชานยอลมองอี้ชิงที่พยายามปลุกคนหลับทั้งดึงทึ้งหัวผสมตบกบาลอยู่พักใหญ่ ร่างของผู้ชายที่ชื่ออี้ฝานก็ค่อยๆยันตัวลุกขึ้น เขามองเห็นเส้นผมรองทรงสีทอง คิ้วเข้มหนาบากปลายไปสองขีด ดวงตาที่แม้จะปรือไม่ตื่นเต็มที่ก็รับรู้ได้ว่าน่าจะเป็นดวงตาที่ค่อนข้างคมสวย จมูกโด่งเป็นสัน เรียวปากเผยอค้าง ท่วงท่าหน้าตาและรูปร่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดีถ้าไม่รวมสภาพแวดล้อมที่ดูเหมือนกองขยะ

“ใครนะ”เสียงทุ้มออกไปทางแหบๆเปล่งขึ้น โดยที่อี้ชิงก็ถอนใจอีกเฮือกใหญ่

“ผู้ปกครองเด็กที่เซฮุนไปแกล้งไว้ไงล่ะ”

“นายหน้าม้าแตกนี่อะนะ”อี้ฝานส่งเสียงขึ้นแต่ทำเอาชานยอลถึงกับคว้าผมหน้าก่อนจะเอานิ้วสางให้เรียบร้อยทันที ซึ่งมือใหญ่ก็กวัดไปกวัดมาเล็กน้อยก่อนจะล้มตัวลงไปนอนใหม่อีกครั้ง “ง่วงอะ พรุ่งนี้ค่อยมานะ”

“เฮ้ย! อี้ฝาน ได้ไงล่ะ!”อี้ชิงพยายามปลุกคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องไปอีกรอบ ก่อนจะหันไปยิ้มแหยๆให้กับชานยอลที่พยายามจะระงับอารมณ์เต็มที่ จนสุดท้ายอี้ชิงก็เอ่ยปากอีกหนเพราะทู่ชี้ปลุกอีกฝ่ายไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

“อย่างนั้นคุยกับผมก็ได้ครับ จะได้ไม่มาเสียเที่ยว”






“ซิงเกิ้ลแด๊ดเหรอครับ?”

ชานยอลเลิกคิ้วเล็กน้อยขณะที่ลงมานั่งคุยกับอี้ชิงด้านล่าง (แน่นอนว่าชานยอลไม่สามารถนั่งคุยท่ามกลางกองขยะ,คนเมากลิ่นเหล้าคลุ้งๆ,เหล้าขวดโชจูที่มีซากถุงยางอนามัยพาดอยู่ได้) หลังจากสอบถามเรื่องพฤติกรรมของเด็กชายโอเซฮุนไป ข้อมูลที่ได้รับจากจางอี้ชิง เพื่อนสนิทของอู๋อี้ฝานและมีหุ้นส่วนร้านร่วมกันก็ทำให้ชานยอลร้องอย่างแปลกใจออกมา

“ใช่ครับ...อี้ฝานเป็นคนจีน มาพบรักกับนางแบบอิสระที่โซล จนมีเซฮุน แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่เคยทำตัวเป็นแม่ที่ดีเลย อี้ฝานจึงเลิกกับเธอตอนเซฮุนสองขวบแล้วก็เลี้ยงเซฮุนคนเดียวมาตลอด”อี้ชิงยิ้ม “จนตอนนี้อี้ฝานเองนอกจากจะดูแลร้าน เขาก็ร้องเพลงในตอนกลางคืนไปด้วย ก็เลยไม่มีใครดูแลเซฮุน แม้แต่ผมเองก็ยุ่งๆเรื่องเงินทองในร้านเหมือนกัน ทุกเย็นก็เลยให้พนักงานไปรับเซฮุนกลับมาอยู่ชั้นบน”

“อ่า...เด็กวัยนี้ควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอนะครับ”ผู้ช่วยสอนดนตรีแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงนึกเป็นห่วงเด็ก

“อย่างที่ผมบอกล่ะครับ...ไม่มีใครให้เวลากับเซฮุนได้เต็มที่ แม้แต่อี้ฝานเองก็ต้องทำงาน... ส่วนสภาพที่คุณเห็น... ก็นั่นแหล่ะ ผมห้ามอะไรเขาไม่ได้”

“...”

“ถ้าเซฮุนเป็นคนเกเร ทำให้หลานของคุณไม่สบายใจ คุณโทรมาบอกผมได้นะ ผมจะอบรมเซฮุนเอง”ปาร์คชานยอลนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงปากคำเจ้าหลานตัวกลมเมื่อเย็นวาน... จริงๆเด็กก็คงโมโหที่ถูกถามจี้ใจดำละมั้ง แต่ส่วนอื่นๆชานยอลไม่รู้ และเขาเองถึงจะดูเป็นคนดุและเข้มงวด ทว่าเด็กตัวเล็กๆต้องมาอยู่คนเดียวในที่แบบนี้ทุกวันมันก็อย่างไรอยู่

ชานยอลรู้ดี...ว่าการอยากไปที่ไหนสักที่แต่ไปไม่ได้เพราะไม่มีทางเลือกเป็นอย่างไร...


“ช่างมันเถอะครับ”

“เอ๊ะ?”อี้ชิงอุทานเล็กน้อย โดยที่ชานยอลก็ถอนใจยาว

“ผมแค่อยากรู้ว่าทำไมเซฮุนถึงเป็นแบบนี้..ยังไงซะหลานผมก็ติดเด็กคนนั้นจะตาย ผมอยู่สถาบันดนตรีใกล้ๆ ถ้ายังไงผมจะรับให้เซฮุนมาอยู่กับหลานผมก่อน พอถึงเวลาแล้วผมจะมาส่ง เด็กวัยนี้ต้องมีคนอยู่ด้วยมากๆ คอยดูแลนะครับ สำหรับเด็กแค่เงินกับของเล่นมันไม่พอหรอกนะ”

“อ่า..ผมกลัวจะรบกวนคุณเปล่าๆ”ใบหน้าของคู่สนทนายังคงความกังวลใจ

“ไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าผมช่วยคุณ”ดวงตาของชานยอลหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงขี้เมาข้างบน “ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นแล้วกัน ฝากบอกเขาด้วยว่าวันนี้ผมไม่ได้ไดร์ผม มันเลยไม่ค่อยอยู่ทรง”

“เอ่อ..ครับ”

“อย่างนั้นผมขอตัวนะครับ”ชานยอลลุกขึ้น โดยที่อี้ชิงก็ค้อมศีรษะก่อนจะเดินไปส่งที่หน้าร้าน รถเก๋งสีควันบุหรี่ออกตัวไปโดยที่หน้าต่างร้านชั้นสองก็ปรากฏชายขี้เมาที่ลุกมาสูบบุหรี่เท้าศอกกับหน้าต่าง มืออีกข้างควงกระป๋องเบียร์ไปมา เจ้าตัวกระดกเบียร์จนหมดแล้วอัดบุหรี่แรงๆพลันหย่อนก้นมันลงไปในกระป๋องพร้อมกับส่งเสียงโวยวายดังลั่น

“หิวโว้ย!!







.
“คุณปาร์คพูดคุยกับผู้ปกครองของเซฮุนแล้วใช่มั้ยครับ”

ชานยอลทอดสายตามองคุณครูจุนมยอนที่เลียบเคียงถามด้วยสีหน้ามีความหวังในเวลาต่อมา โดยที่เด็กชายสองคนก็นั่งเล่นกันหนุงหนิงราวกับไม่เคยกินแหนงแคลงใจกันมาก่อน ริมฝีปากอิ่มชมพูอ่อนพรูลมหายใจก่อนจะตอบครูประจำชั้นไปอย่างเรียบง่าย

“ครับ เราพูดคุยกันแล้ว”

“อ่า..ดีใจด้วยนะครับ แล้วจากนี้...”

“ผมจะเป็นคนรับเซฮุนกลับไปด้วยกันเอง ที่บ้านของเขาไม่ค่อยสะดวกมารับแต่วัน เกรงว่าพลอยจะทำให้คุณครูลำบากไปด้วยน่ะครับ”ชานยอลกล่าวพลางสาวเท้ายาวๆไปหาเด็กชายหน้านิ่งตัวผอมที่เห็นชานยอลก็มีท่าทางเกร็งเล็กน้อย “เฮ้ เราน่ะ”

“...”

“เดี๋ยวไปกับฉันแล้วก็เสี่ยวลู่...ไปหาคุณอี้ชิง บอกกันให้เข้าใจก่อน ว่าต่อจากนี้ฉันจะรับเรากลับไปกับเสี่ยวลู่ แล้วตอนดึกค่อยไปส่งที่บ้าน จะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว”

“เซฮุนจะได้ทำการบ้านกับเราไง ดีจังเลยเนอะ”ลู่หานกล่าวพลางยิ้มจนแก้มยุ้ยดันตายิบหยี เด็กชายตัวผอมนิ่งไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้าเบาๆ

“ฮะ”

“โอเค งั้นก็ไปกันเถอะ”ชานยอลผุดลุกขึ้นเตรียมก้าวขา แต่ก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะพบว่าเด็กชายหน้านิ่งกำลังขยุ้มชายโค้ทตัวยาวของเขาไว้

“วันนั้น..ผมไม่ได้ตั้งใจ..ทำเสี่ยวลู่ร้องไห้”

“?”

“ผม..ขอโทษ”ถ้อยคำแม้จะห้วนสั้นไปหน่อย แต่ชานยอลก็พอรู้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เมื่อรู้ที่มาที่ไหนจึงไม่ได้ติดใจกับพฤติกรรมของเด็กชายอีก ลู่หานขยับยิ้มอย่างยินดีพร้อมกับคุณครูจุนมยอนที่สีหน้าโล่งใจเมื่อชานยอลแตะศีรษะเด็กชายอย่างนุ่มนวล

“ฉันเข้าใจแล้ว...ไปกันเถอะ”

กล่าวพลางจูงมือเด็กชายคนละข้างตรงไปที่รถ ชานยอลก็ไม่เข้าใจนักว่าทำไมจู่ๆเขาถึงได้ไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเด็กที่ชอบแกล้งหลานชายตนเองบ่อยๆ อาจเป็นเพราะเขาเห็นอะไรที่ดูคล้ายคลึงตัวเองอยู่ในความสับสนอลหม่านนั้น และชานยอลไม่อยากให้ความรู้สึกยากลำบากนั้นเกิดขึ้นกับใคร

แต่จากนี้ไปมันอาจจะดีขึ้นก็ได้




***************
#aphbKY



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น