หลังจากนั้นภาพของปาร์คชานยอลที่จับจูงเด็กชายสองคนกระเตงไปมาหลังเลิกเรียนก็เป็นภาพชินตาของคนในโรงเรียนไปแล้ว
ชีวิตของชานยอลยังคงไว้ซึ่งความปกติ การมีเด็กชายตัวผอมที่ชื่อเซฮุนเข้ามาอยู่ในชีวิตช่วงเย็นกลายเป็นเรื่องธรรมดาของเขา
ซึ่งนานนับวันเด็กชายที่ไม่ค่อยพูดด้วยก็เริ่มสนิทสนมและเรียกเขาว่าอาชานยอลอย่างเต็มปาก
ซึ่งลู่หานเองก็ไม่เคยอ้อนหรืองอแงว่าจะผูกขาดกับคุณอาขายาวเพียงลำพัง
ซึ่งชานยอลก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
ไม่มีการตกลงหรือปฏิเสธจากพ่อของเซฮุนตลอดระยะเวลาที่เขาดูแลเด็กคนนี้
นอกจากความประทับใจยอดแย่พวกเขาก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก มีเพียงจางอี้ชิงที่ติดต่อกับเขา
รวมทั้งขอบคุณหยางมี่ แม่ของลู่หานที่อาสาดูแลเซฮุนอีกคน
“อา..รบกวนคุณจริงๆเลย แต่ช่วงนี้เซฮุนดูร่าเริงขึ้นมาจริงๆ”อี้ชิงว่าหลังจากที่ชานยอลพาเซฮุนมาส่งตอนสี่ทุ่มครึ่ง
เด็กชายตัวผอมนอนหลับปุ๋ยในอ้อมกอดอี้ชิงที่ลูบหลังเบาๆ ชานยอลไหวไหล่เล็กน้อยก่อนจะค้อมศีรษะเป็นเชิงขอตัว
“ผมกลับก่อนนะ”
“อา..คุณปาร์ค อี้ฝานอยากคุยกับคุณ...”
“ผมว่าเราอาจคุยกันไม่รู้เรื่อง”ชานยอลตัดบท
และอี้ชิงก็แย้งยิ้มๆ
“ผมว่าอาจจะรู้เรื่องนะ..ก่อนที่เขาจะเมาน่ะ”
“...”ชานยอลได้ยินดังนั้นก็พยักหน้านิดหน่อย โดยที่เจ้าของร้านก็เชื้อเชิญให้ไปนั่งรอในร้านเพราะอี้ฝานยังเล่นดนตรีอยู่
และอธิบายเพิ่มเติมอีกไม่นานก็หมดช่วงดนตรีสดเหลือแต่เปิดเพลงคลอเบาๆและฉายแมทช์ฟุตบอลออกจอโปรเจคเตอร์
ดังนั้นสั่งอาหารกับเครื่องดื่มได้ทันที และจะไม่คิดเงินใดใดแทนคำขอบคุณที่ดูแลเด็กชายมาตลอดหลายวัน
ร่างโปร่งสั่งน้ำเปล่าและกับแกล้มพอเป็นมารยาทก่อนจะมองไปที่เวทีที่ยังทำการแสดงอยู่
ผู้ชายที่สวมเสื้อหนังสีดำกำลังร้องเพลงพร้อมกับแขกที่กำลังชูไม้ชูมือ
บางคนขึ้นมาขยับกายโยกย้ายอยู่หน้าเวที ในขณะที่ชานยอลนั่งกินกับแกล้มเงียบๆพลันถอนใจเบาบาง
เขาไม่ใคร่จะชื่นชอบอะไรพวกป๊อบร็อคนัก หากเป็นอะคูสติกเบาๆเขาว่ามันน่าจะดีกับหูเขามากกว่า
แต่ยังไงก็ตาม ผู้ชายคนนั้นที่เป็นคนจีนแต่ร้องเพลงร็อคเกาหลีได้อย่างไม่เพี้ยนนี่ก็น่าชื่นชมอยู่บ้างล่ะนะ
เขาส่งข้อความไปบอกหยางมี่ว่าส่งเด็กชายเซฮุนกลับบ้านปลอดภัยดีแล้ว
ก็เข้าสู่ช่วงท้ายของการแสดง เขาเงยหน้ามองผู้ชายที่ชื่ออู๋อี้ฝานที่นั่งไขว่ห้างกับกีตาร์โปร่งสีดำแดง
ใบหน้าแม้จะเปื้อนเหงื่อจนต้องมีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดที่บ่า
แจ็คเกตหนังถูกถอดแขวนอยู่ด้านหลังจนเหลือเสื้อยืดสีขาว ก็ไม่ได้ทำสภาพดูย่ำแย่แต่อย่างใด
“I can't take my eyes off you… I
can't take my eyes off you”
จังหวะกรีดปิ๊คกีตาร์เบาๆพร้อมกับเสียงร้องผะแผ่วเรียกเสียงปรบมือของคนดูได้ทั้งร้าน
ในขณะที่ชานยอลรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าเข้าช็อตที่หัวใจ บทเพลงนี้เขาเคยฟังอยู่บ้าง
แต่กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกราวกับตกหลุมรักขนาดนี้มาก่อน ทั้งเสียงร้อง
ทั้งคอร์ดที่พลิ้วไหวแม้จะขาดหายไปตามจังหวะของมัน
นานมากแล้วที่ชานยอลไม่ได้รู้สึกว่าได้เจอกับอะไรที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อน
ผู้ชายคนนั้นสมกับเป็นนักเล่นดนตรีอาชีพ ทั้งเทคนิคที่บรรเลงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ชานยอลไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นได้เอาแต่จ้องมองชายที่อยู่กลางเวทีเตี้ยๆนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่
จนกระทั่งอู๋อี้ฝานสบตากับเขา...
“?!”ร่างโปร่งก้มหน้าลงทันที
ชานยอลพยายามจะบอกตัวเองว่าเขาจะไม่มีทางรู้สึกอะไรแบบนั้น (เช่น ชื่นชมผู้ชายซกมกท่ามกลางกองขยะอย่างออกนอกหน้า)
แต่ฝีมือของอีกฝ่ายไม่ธรรมดา แม้แต่ตัวเขาเองที่แม้จะเป็นผู้ช่วยสอนอยู่ในสถาบัน
เห็นคอร์ดมามากยังแอบชื่นชมไม่ได้
“ไง คุณม้าแตก มองผมค้างเลยนะ”เสียงทักของอู๋อี้ฝานดังขึ้น
และชานยอลก็คว้าผมหน้าพลางเหยียดริมฝีปากออก พลันส่งเสียงทันทีที่อี้ฝานเตรียมSobranie Black Russianตัวสีดำออกมาเตรียมสูบ
“ผมเกลียดกลิ่นบุหรี่”
“...”เจ้าตัวเก็บลงกล่องสีหน้าไม่สบอารมณ์
พร้อมกับยกมือขอแก้วกับพนักงานร้าน “โชจูมั้ย?”
“คุณสร้างความทรงจำที่โคตรเลวร้ายเกี่ยวกับโชจูให้ผม”ชานยอลว่าเสียงเย็นชา
ในขณะที่อี้ฝานก็เบะปากนิดหน่อย “คุณเล่นดนตรีมานานแล้วเหรอ?”
“หืม? อ่อ..พ่อแม่ผมเป็นนักดนตรีร้านอาหาร
ผมเองก็จับกีตาร์มาแต่เด็ก แต่ก็นะ พวกนักดนตรีไส้แห้งก็งี้ล่ะ
ปัจจุบันพ่อแม่ผมก็เป็นตาแก่ยายแก่เมาหยำเปอยู่ที่กวางโจว”ใบหน้าคมคายแสยะยิ้มเพื่อปล่อยเสียงหัวเราะเล็กน้อย
“ยังไงก็ตาม ผมต้องขอบคุณคุณก่อน ที่ช่วยดูแลเซฮุน”
“ผม...แค่หลานของผมชอบเขา”ชานยอลพูด
“ยังไงก็ตาม
ผมถือว่ามันคือความสมัครใจของคุณเองนะ
ผมไม่อยากให้ใครมองหรือคิดว่าเซฮุนเอาความน่าสงสารที่ขาดแม่ให้ใครเห็นใจ”ถ้อยคำเย็นชายังดังออกมาจากอี้ฝาน
และอีกฝ่ายก็พ่นลมหายใจเหอะ
“ผมมายุ่มย่ามเอง เซฮุนก็ไม่ได้ขอ คุณก็ไม่ได้ขอ”
“ดีแล้ว เข้าใจกันตั้งแต่ตอนนี้จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง
เผื่ออยากได้ค่าเลี้ยงดูอะไรแบบนี้”อี้ฝานจรดเบียร์สดที่ริมฝีปากปล่อยให้ชานยอลข่มมโนภาพว่าปัดแก้วเบียร์อีกคนกระเด็นแล้วเตะให้กลิ้งไปกับพื้นลำพัง
“คุณรู้จักเพลงที่ผมเล่นมั้ย”
“คุณเล่นหลายเพลง หนวกหูทุกเพลง”
“เพลงสุดท้าย The Blowers Daughter ของ Damien
Rice”คุณพ่อของเด็กชายตัวผอมอมยิ้ม “ผมเล่นทุกคืนถ้ามีโอกาส
ผมชอบ...ผมคิดว่าผมเข้าใจเนื้อเพลงของเพลงนี้ที่สุด”
“...”
“ถูกทำให้ตาสว่าง
พบกับความจริงที่หลอกลวง และสุดท้ายก็รับไม่ได้”อี้ฝานหัวเราะในลำคอ
และชานยอลก็เปิดปากเบาๆ
“คุณเมาแล้ว”
“ไม่หรอก..อาจเป็นแค่ตอนนี้ที่เราพอจะคุยกันรู้เรื่อง”
“งั้นคุณก็คงรักเธอมาก”
“ก็เคยนะ...เคยน่ะ”ชายหนุ่มวางแก้วเบียร์ลง “ความรักล้มเหลวที่ผมได้รับมาพร้อมกับสิ่งที่มีค่าที่สุด
นั่นคือเซฮุน แค่นั้นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากพอ”
“คุณจะบอกว่าความล้มเหลวเกี่ยวกับความรัก
ทำให้คุณสำมะเลเทเมา นอนกองไปกับขวดเหล้างั้นเหรอ... อย่าว่าผมวุ่นวายไปกว่านี้เลย
แต่คุณเป็นพ่อคน เป็นพ่อของเซฮุน ทำอะไรคิดถึงเขาซะบ้างก็ดีนะ คุณจะมีกำแพง
คุณจะเป็นภูเขาน้ำแข็งมันก็เรื่องของคุณ แต่เซฮุนควรเป็นข้อยกเว้น
เขาเป็นเด็ก..เขาต้องการความรัก ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ เขาก็อยากกอดคุณสักครั้งก่อนไปโรงเรียน
อยากมีช่วงเวลากับคุณมากกว่าของเล่นงี่เง่า เขาขาดแม่ไปแล้ว
มันคงไม่ดีถ้าเขาขาดพ่อไปอีกคน”ชานยอลตัดใจระบายคำพูดพรั่งพรูยืดยาว
หวังถึงปฏิกิริยาอื่นจากอู๋อี้ฝานซะบ้าง
เขามองหน้าชายคนนั้น และเพียงรอยยิ้มบางๆที่มุมปากอีกคน...
“ผมรู้...ทุกคนก็พูดแบบนั้น...ว่าผมมีกำแพง...มันอาจจะมาจากความล้มเหลวที่ผมเคยเจอ
คุณพูดถูก”อู๋อี้ฝานเปิดปากพลางวางแก้วลง
ในเสี้ยววินาทีนั้นชานยอลได้มองเห็นสายตาบางอย่างเพียงชั่วครู่
พร้อมกับน้ำเสียงของคู่สนทนาที่ว่าขึ้นมาเนิบๆ
“...”
“แต่คุณอาจจะลืม ว่าแม้แต่โอลาฟ*ยังเคยพูดว่า
คนบางคนก็มีค่ามากพอที่จะยอมละลาย”
หลังจากนั้นชานยอลก็ขอตัวกลับโดยที่อี้ฝานก็อาสามาส่งที่ลานจอดรถของร้านซึ่งเปิดแค่ตอนกลางคืน
ไม่มีคำพูดจากพวกเขา และท่าทีของอี้ฝานที่ยุกยิกอยากจะสูบบุหรี่ทำให้ชานยอลรู้สึกรำคาญขึ้นมาตงิดๆเช่นกัน
“ไม่ต้องเสียเวลามาส่งผมก็ได้นะ ไปสูบบุหรี่เถอะ”
“ไม่เป็นไร..จริงสิ ผมว่าจะพาเซฮุนไปเที่ยวซะบ้าง
แกคงดีใจถ้าคุณกับหลานของคุณไปด้วย”
“ดีใจที่คุณคิดได้...ผมหยุดทุกวันเสาร์”
“วันอาทิตย์ร้านปิด...ไม่เป็นไร
ถ้าเราไปตอนกลางวัน คืนนี้ผมจะพยายามไม่ดื่ม”ชานยอลพยักหน้าพลันจะหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกง
ทว่าอี้ฝานก็ส่งเสียงขึ้นมาเสียก่อน “เดี๋ยวสิคุณ”
“?”
“สรุปว่าคุณ...เห็นอะไรในตัวเซฮุน ถึงได้ทำแบบนี้”
“แค่เหมือนผมตอนเด็กๆ”เจ้าตัวตอบตามตรง
ก่อนที่คิ้วจะขมวดพลางถอยหลังเมื่ออี้ฝานขยับตัวเข้าหา จนชานยอลชิดกับผนังโรงรถ
เขาคิดว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่ดีนัก หากต้องสบตาผู้ชายคนนี้ระยะประชิด
“ข้ออ้างนี่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนะผมว่า...สำหรับผม
ผมคิดว่าคุณสนใจผมอยู่”ถ้อยคำหลงตัวเองนั้นทำเอาชานยอลถึงกับมองบน
ในขณะที่อี้ฝานก็ยิ้มอย่างมั่นใจนิดๆ “แต่วิธีคุณมันก็แหวกแนวดีนะ เล่นปมน่าสนใจ..ยังไงซะคุณก็ได้ใจเซฮุนไปแล้วล่ะ
ส่วนใจผม..ถ้าอ่อนหวานกว่านี้หน่อยก็ไม่น่านานนะ”
“เหรอครับ?”ปั้นยิ้มพลางยกแขนโอบรอบคอของอี้ฝาน ก่อนจะล็อคคออีกฝ่ายแล้วกระทุ้งเข่าใส่ช่วงท้องอีกคนจนจุก
อี้ฝานขมวดคิ้วมุ่นใช้แขนเท้ากำแพงพลันแยกเขี้ยวใส่ชานยอลที่สะบัดตัวออก
“นี่! จะมากไปแล้วนะ!!”
“น้อยไปด้วยซ้ำ หลงตัวเองชะมัด!”ชานยอลสบถก่อนจะขึ้นรถขับออกไปทิ้งให้อี้ฝานยืนกุมท้องอยู่พัก
ก่อนที่คุณพ่อม่ายลูกติดจะหัวเราะให้กับตัวเองเบาๆ...
เย็นวันต่อมาชานยอลจัดการล็อครถก่อนจะเดินไปรับเด็กชายทั้งสองที่โรงเรียนตามปกติ
เขากอดสองเด็กชายอ้วนผอมไว้กับตัวหนึ่งทีและยื่นมือให้จับ มือซ้ายถูกจองด้วยลู่หาน
และมือขวาก็เป็นของเซฮุน แต่เมื่อต้องเดินข้างถนน ลู่หานจะย้ายไปจับมือเซฮุนแทนเพราะชานยอลจะให้เด็กๆเดินฝั่งด้านในเนื่องจากดูปลอดภัยกว่า
เมื่อบอกลาคุณครูจุนมยอนเรียบร้อยดี ชานยอลก็พาเด็กน้อยสองคนที่ตามต้อยๆเป็นลูกเป็ดกลับมาที่รถ
“วันนี้คุณหม่าม๊าของลู่หานไปธุระ อาจจะมารับดึก
งั้นเราจะไปกินไอติมกัน ดีมั้ย?”เอ่ยชวนเด็กน้อยสองคนที่ตบมืออย่างยินดีที่เบาะหลัง
“เย้!”
“นึกเมนูกันไว้นะ”ว่าเท่านั้นก็เคลื่อนรถออกพร้อมกับเสียงพูดคุยของเด็กสองคน
(ที่พูดกันจนชานยอลแอบแคะหูพร้อมกับคิดว่าทั้งวันยังคุยกันไม่พออีกเหรอ) เมื่อไปถึงร้านไอศกรีม
ลู่หานก็สั่งช็อกโกแลตกล้วยหอมของโปรด และเซฮุนก็สั่งคาราเมลแอ็ปเปิ้ล
ชานยอลเองที่ไม่รู้จะทานอะไรก็เลยสั่งเพียงเฟรปเป้ชาเขียวเพียงเท่านั้น
“ตั้งแต่อาชานยอลมารับ
เสี่ยวลู่ก็ได้กินไอติมบ๊อยบ่อย”เด็กน้อยว่าพร้อมอมช้อนอย่างมีความสุข
รอยยิ้มบางๆปรากฏที่ใบหน้า
“เซฮุนก็ได้กินบ่อยด้วยสินะ”
“ฮะ”เด็กชายตัวผอมขยับใบหน้ารับ เซฮุนแม้จะวัยประถมก็เป็นเด็กหน้าตาดี
ดูจากส่วนผสมจากพ่อที่เห็นแบบตัวเป็นๆ กับแม่ที่แม้จะมาแค่คำบอกเล่าแต่ก็คิดว่าคงจะสวยน่าดู
ส่วนลู่หานเองนั้นก็เป็นเด็กหน้าตานารัก ถูกจีบให้ไปถ่ายรูปกับพวกเสื้อผ้าเด็กมาแต่ไหนแต่ไร
“ปกติไม่ค่อยได้กินบ่อยเหรอ?”
“ไม่ค่อยได้กินครับ
ถ้าวันไหนโชคนี้น้าอี้ชิงก็จะซื้อมาให้กิน แต่ไม่ใช่แบบนี้”เด็กชายตอบกลับ
“ฮื่อ งั้นให้อาชานยอลมารับทุกวันนี่แหล่ะ
จะได้กินทุกวันไง”ลู่หานกล่าวก่อนจะโดนคุณอาขมวดคิ้วใส่
“อะแฮ่ม”
“ก็อาชานยอลใจดีนี่นา เนอะเซฮุน”หันไปหาอีกคนที่ยังแกะคาราเมลกินอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ
เด็กชายโอเซฮุนเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่งยิ้มน้อยๆให้
“ใช่แล้ว อาชานยอลใจดีมากฮะ ถึงจะดูดุๆ
แต่อาชานยอลก็จิตใจดี ปะป๊าบอกว่าอาชานยอลใจดี เพราะอย่างนั้นถ้าอาชานยอลดุก็ต้องเชื่อ
เพราะอาชานยอลเป็นห่วง”เจ้าของชื่อเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อประโยคนั้นดังมาจากเด็กชาย
ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“พ่อเราพูดถึงอาด้วยเหรอ?”
“ฮะ ถ้าตอนเช้าปะป๊าตื่นทัน ปะป๊าจะถามว่าเป็นยังไงบ้าง
แล้วก็ชวนคุยครับ ปะป๊าชอบถามเรื่องอาชานยอลล่ะ”เจ้าตัวยิ้มจนตาเป็นขีด ปล่อยให้คุณอาใจดีนั่งหลังตรงพลันเสตาออกไปข้างๆ และเสียงของลู่หานที่ถามขึ้นหลังจากจัดการวิปครีมเสร็จ
“ปะป๊าของเซฮุนหล่อมั้ย”
“หล่อสิ...เท่มากๆ ปะป๊าเลี้ยงเรามาคนเดียว
เราก็เลยรักปะป๊ามาก”ชานยอลเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินประโยคราวกับปมทางครอบครัวไม่ใช่เรื่องหนักหนาสำหรับเด็กคนนี้เลย
“ปะป๊าบอกเราตลอดนะว่าเราจะไม่มีหม่าม๊า หม่าม๊าไม่อยู่แล้ว น้าอี้ชิงเคยบอกเราว่าเราเคยร้องไห้หาหม่าม๊า
ปะป๊าก็กอดเราแล้วก็บอกว่าอย่าถามหาหม่าม๊า..เพราะหม่าม๊าไม่เคยถามหาพวกเรา เราเลยไม่ถามหาหม่าม๊าอีก
แต่เราก็ไม่ชอบให้ใครถามหาหม่าม๊าเท่าไหร่ เราไม่ชอบโดนล้อ”
“ฮื่อ..เศร้าอ่า..ตอนนั้นเราเผลอถามไป เราไม่รู้”เด็กน้อยแก้มยุ้ยได้ยินดังนั้นก็พลันสลดตามไปด้วยไม่ได้
ในขณะที่ชานยอลก็รู้สึกทึ่ง กับการเลี้ยงลูกของผู้ชายคนนั้น
(ที่ดูไม่น่าจะปลูกฝังใครได้) เซฮุนเป็นเด็กไม่พูดมากและค่อนข้างฉลาดพูด
เข้าใจการทำงานของพ่อตัวเอง เข้าใจสถานะครอบครัวดีว่ามันไม่เหมือนคนทั่วไป
ถ้าเลี้ยงลูกคนเดียวแล้วทำให้เด็กเข้าใจได้ขนาดนี้สำหรับชานยอลก็คิดว่าเป็นการเลี้ยงดูที่ไม่เลวนัก
“อย่างนั้น เราก็เป็นเด็กดีแบบนี้ต่อไปนะ พ่อเราจะได้ภูมิใจ
ลู่หานก็ด้วยนะ”
“ครับพ้ม/ฮะ”สองเด็กชายขานรับแม้จะต่างท่าทางกัน
ชานยอลอมยิ้มมองดูเด็กๆขอดถ้วยไอศกรีมพลันรับสายหยางมี่ว่ากลับมาจากธุระแล้ว เขาจึงพาเด็กๆไปที่สถาบันดนตรีเพราะที่นั่นปิดสองทุ่มครึ่ง
และสามารถอยู่ได้ตลอดเพราะชั้นบนตึกเป็นออฟฟิศกึ่งที่พักพนักงาน ยังไงก็เป็นที่ๆสะดวกพอจะให้เซฮุนไปอยู่อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจใคร
พอถึงห้าทุ่มชานยอลก็พาเซฮุนมาส่งที่บ้านตามปกติ
หลังจากแยกกับลู่หานที่หนุนตักคุณหม่าม๊านอนหลับปุ๋ยไม่ต่างกัน
รถของชานยอลเข้าจอดที่ร้าน ได้ยินเสียงเพลง The Blowers Daughter ของอู๋อี้ฝานล่องลอยมา
จึงได้เปิดประตูรถอุ้มเซฮุนเข้าไปหาอี้ชิงที่เหมือนกำลังสั่งให้เด็กทยอยเคลียร์โต๊ะของลูกค้าที่เพิ่งออกไป
“พาเซฮุนมาส่งครับ”
“อ่า..คุณปาร์ค ขอโทษนะครับผมยุ่งๆอยู่ ช่วยพาเซฮุนขึ้นไปบนห้องให้ผมได้มั้ย
พอดีมีลูกค้าทะเลาะกันน่ะครับ”เจ้าตัวปลดกุญแจในพวงส่งให้
และชานยอลก็รับมาพลางพยักหน้าเออออไปด้วย
“อ่ะ..ครับ..ได้”
เขารับกุญแจพลันเดินอุ้มเซฮุนขึ้นไปที่ชั้นสอง
แหยหน้านิดหน่อยเมื่อนึกถึงบรรดากองขยะสุดสยองที่เคยพบ
แต่เมื่อกลั้นใจไขประตูห้องเข้าไปก็พบห้องนั้นถูกจัดเป็นปกติเรียบร้อยดี จึงได้วางเด็กชายลงบนเตียงพร้อมกับพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เซฮุนที่สวมชุดนอน (ซึ่งเขาให้อาบน้ำตั้งแต่อยู่ออฟฟิศ)
ก็ถูกชานยอลห่มผ้าให้ก่อนจะลูบผมอย่างเรียบร้อย
สิ่งที่เขาได้ยินวันนี้มันทำให้เขาอดนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆไม่ได้ ความเข้าใจของเขากับความเข้าใจของเซฮุนนั้นช่างต่างกัน
ในขณะที่เซฮุนถูกสอนให้เข้าใจว่าควรจะอยู่ยังไง แต่เขาถูกบังคับให้ต้องเข้าใจว่าจะอยู่ยังไง
ควรทำอะไร
เมื่อส่งเซฮุนเข้านอนกลับลงมาข้างล่างอีกทีร้านก็โล่งไปหมด
จากคำตอบของพนักงานร้านเหมือนว่าจะปิดก่อนเวลาเพราะของสดหมดและมีเรื่องในร้าน
มีพนักงานโดนลูกหลงและต้องไปทำแผล ซึ่งอี้ชิงกำลังพาไปที่โรงพยาบาล
เขามองอู๋อี้ฝานที่นั่งดื่มเงียบๆคนเดียวพลันวางลูกกุญแจห้องให้
“เหมือนวันนี้จะวุ่นวาย”
“ไม่หรอก”อี้ฝานยิ้ม “ยกพวกตีกันในร้านยังเคยเลย
ผมเองก็โดนขวดตีหัวเข้าให้ ดีไม่ตายไปก่อน ความเสี่ยงก็แบบนี้แหล่ะ”
“ยังจะเก๊กอีก”คว่ำปากเล็กน้อยโดยที่อี้ฝานก็ยักไหล่
พลันเลิกคิ้วเมื่อชานยอลเอ่ยปากเนิบๆ “ไม่ยักรู้ว่าคุณคุยเรื่องผมกับเซฮุน”
“...”
“สนใจผมล่ะสิ”
“คุณอยากเล่นคอร์ดของ The Blowers Daughter
มั้ย ผมจะสอน”อี้ฝานเปลี่ยนเรื่องและชานยอลก็เบ้ปาก
แต่เมื่อหัวข้อที่เปลี่ยนนั้นน่าสนใจ จึงได้พยักหน้าเล็กน้อย
เขารับกีตาร์จากอีกคนมาตั้งสาย “มันไม่มีอะไรมากหรอก พอเริ่มก็คอร์ดเอเมเจอร์เลย
แล้วต่อด้วยจีชาร์ปไมเนอร์ เอฟชาร์ปไมเนอร์”
“แบบนี้?”ชานยอลลองไล่ปลายนิ้วตามและอี้ฝานก็สั่นศีรษะ
“นิ้วคุณแข็งไป แบบนี้สิ”ถือวิสาสะซ้อนกายไปด้านหลังพร้อมกับจับมือคนสอนดนตรีให้เล่นดนตรีราวกับคนเล่นไม่เป็น
แต่ชานยอลก็ไม่ได้คิดจะผลักออก ปลายนิ้วอุ่นบังคับขยับให้เล่นไปตามทำนองพร้อมกับเสียงทุ้มปนแหบๆเล็กน้อยก็ดังขึ้นริมหู
“I can't take my eyes off you… I can't take my eyes off you”
“...”
เสียงเบาๆที่ดังก้องในสมองในร้านที่ไม่มีคน
ปลายนิ้วที่ถูกบังคับให้เล่นไปตามคอร์ดนั้นเป็นการถูกบังคับที่ชานยอลไม่รู้สึกอึดอัด
เพลงที่แทบจะร้องแค่ประโยคเดียวนั้นก็เช่นกัน
กลิ่นของโชจูที่ทำให้เขาคิดว่าชีวิตนี้คงมีแต่ภาพในกองขยะนั่นติดตาไปจนตายเริ่มทำความเข้าใจกับมันช้าๆ
“I can’'t take my mind off you…I can't take my mind...”
ดวงตากลมสวยค่อยๆหันมามองคนร้องที่ไม่ได้ละสายตาออกไปจากเขาแม้แต่ทีแรก
ดวงตานั้นยังคงจับจ้องมาที่เขาและชานยอลคิดว่ามันอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเสี่ยง
เรื่องความรักชานยอลไม่ประสานักเพราะอยู่กับหยางมี่จนโดนเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อของลู่หานอยู่บ่อยๆ
หรือแม้แต่ช่วงวัยรุ่นก็เอาแต่หาทางออกจากสิ่งที่พ่อแม่บังคับจนลืมรสชาติความรักแบบวัยรุ่นที่ควรพึงมีไป
เพราะอย่างนั้นเขาจึงได้เกร็งและออกจะเงอะงะงุ่มง่ามเมื่ออู๋อี้ฝานค่อยๆเอียงหน้าเข้าหา
และหลับตาปี๋เมื่อริมฝีปากเคล้ารสชาติของโชจูแนบลงแตะต้องเรียวปากอย่างนิ่มนวล
หากให้บอกความรู้สึก
ปาร์คชานยอลคิดว่าตอนนี้เขารู้สึกราวกับกุญแจซอลได้พบกับบรรทัดห้าเส้น...
***************
*โอลาฟ = ตัวละครในเรื่อง Frozen
#aphbKY

ฮ่อยยยยยย เราเขินตอนอี้ฝานมาแอบแต๊ะอั๋งน้องชานยอลแบบเน้ววววว แงงงงง
ตอบลบน้องชานยอลมีคุณสมบัติเป็นหม่าม๊าน้องเซฮุนได้เลยนะ
ขอให้ป่ะป๊าอี้ฝานจีบติดเร็วๆ