วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

MISTER 1.5/2










หลังจากนั้นภาพของปาร์คชานยอลที่จับจูงเด็กชายสองคนกระเตงไปมาหลังเลิกเรียนก็เป็นภาพชินตาของคนในโรงเรียนไปแล้ว ชีวิตของชานยอลยังคงไว้ซึ่งความปกติ การมีเด็กชายตัวผอมที่ชื่อเซฮุนเข้ามาอยู่ในชีวิตช่วงเย็นกลายเป็นเรื่องธรรมดาของเขา ซึ่งนานนับวันเด็กชายที่ไม่ค่อยพูดด้วยก็เริ่มสนิทสนมและเรียกเขาว่าอาชานยอลอย่างเต็มปาก ซึ่งลู่หานเองก็ไม่เคยอ้อนหรืองอแงว่าจะผูกขาดกับคุณอาขายาวเพียงลำพัง ซึ่งชานยอลก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ไม่มีการตกลงหรือปฏิเสธจากพ่อของเซฮุนตลอดระยะเวลาที่เขาดูแลเด็กคนนี้ นอกจากความประทับใจยอดแย่พวกเขาก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก มีเพียงจางอี้ชิงที่ติดต่อกับเขา รวมทั้งขอบคุณหยางมี่ แม่ของลู่หานที่อาสาดูแลเซฮุนอีกคน

“อา..รบกวนคุณจริงๆเลย แต่ช่วงนี้เซฮุนดูร่าเริงขึ้นมาจริงๆ”อี้ชิงว่าหลังจากที่ชานยอลพาเซฮุนมาส่งตอนสี่ทุ่มครึ่ง เด็กชายตัวผอมนอนหลับปุ๋ยในอ้อมกอดอี้ชิงที่ลูบหลังเบาๆ ชานยอลไหวไหล่เล็กน้อยก่อนจะค้อมศีรษะเป็นเชิงขอตัว

“ผมกลับก่อนนะ”

“อา..คุณปาร์ค อี้ฝานอยากคุยกับคุณ...”

“ผมว่าเราอาจคุยกันไม่รู้เรื่อง”ชานยอลตัดบท และอี้ชิงก็แย้งยิ้มๆ

“ผมว่าอาจจะรู้เรื่องนะ..ก่อนที่เขาจะเมาน่ะ”

“...”ชานยอลได้ยินดังนั้นก็พยักหน้านิดหน่อย โดยที่เจ้าของร้านก็เชื้อเชิญให้ไปนั่งรอในร้านเพราะอี้ฝานยังเล่นดนตรีอยู่ และอธิบายเพิ่มเติมอีกไม่นานก็หมดช่วงดนตรีสดเหลือแต่เปิดเพลงคลอเบาๆและฉายแมทช์ฟุตบอลออกจอโปรเจคเตอร์ ดังนั้นสั่งอาหารกับเครื่องดื่มได้ทันที และจะไม่คิดเงินใดใดแทนคำขอบคุณที่ดูแลเด็กชายมาตลอดหลายวัน

ร่างโปร่งสั่งน้ำเปล่าและกับแกล้มพอเป็นมารยาทก่อนจะมองไปที่เวทีที่ยังทำการแสดงอยู่ ผู้ชายที่สวมเสื้อหนังสีดำกำลังร้องเพลงพร้อมกับแขกที่กำลังชูไม้ชูมือ บางคนขึ้นมาขยับกายโยกย้ายอยู่หน้าเวที ในขณะที่ชานยอลนั่งกินกับแกล้มเงียบๆพลันถอนใจเบาบาง เขาไม่ใคร่จะชื่นชอบอะไรพวกป๊อบร็อคนัก หากเป็นอะคูสติกเบาๆเขาว่ามันน่าจะดีกับหูเขามากกว่า แต่ยังไงก็ตาม ผู้ชายคนนั้นที่เป็นคนจีนแต่ร้องเพลงร็อคเกาหลีได้อย่างไม่เพี้ยนนี่ก็น่าชื่นชมอยู่บ้างล่ะนะ

เขาส่งข้อความไปบอกหยางมี่ว่าส่งเด็กชายเซฮุนกลับบ้านปลอดภัยดีแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงท้ายของการแสดง เขาเงยหน้ามองผู้ชายที่ชื่ออู๋อี้ฝานที่นั่งไขว่ห้างกับกีตาร์โปร่งสีดำแดง ใบหน้าแม้จะเปื้อนเหงื่อจนต้องมีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดที่บ่า แจ็คเกตหนังถูกถอดแขวนอยู่ด้านหลังจนเหลือเสื้อยืดสีขาว ก็ไม่ได้ทำสภาพดูย่ำแย่แต่อย่างใด

I can't take my eyes off you… I can't take my eyes off you

จังหวะกรีดปิ๊คกีตาร์เบาๆพร้อมกับเสียงร้องผะแผ่วเรียกเสียงปรบมือของคนดูได้ทั้งร้าน ในขณะที่ชานยอลรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าเข้าช็อตที่หัวใจ บทเพลงนี้เขาเคยฟังอยู่บ้าง แต่กลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกราวกับตกหลุมรักขนาดนี้มาก่อน ทั้งเสียงร้อง ทั้งคอร์ดที่พลิ้วไหวแม้จะขาดหายไปตามจังหวะของมัน นานมากแล้วที่ชานยอลไม่ได้รู้สึกว่าได้เจอกับอะไรที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อน ผู้ชายคนนั้นสมกับเป็นนักเล่นดนตรีอาชีพ ทั้งเทคนิคที่บรรเลงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ชานยอลไม่รู้ตัวว่าตนเองนั้นได้เอาแต่จ้องมองชายที่อยู่กลางเวทีเตี้ยๆนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่

จนกระทั่งอู๋อี้ฝานสบตากับเขา...

“?!”ร่างโปร่งก้มหน้าลงทันที ชานยอลพยายามจะบอกตัวเองว่าเขาจะไม่มีทางรู้สึกอะไรแบบนั้น (เช่น ชื่นชมผู้ชายซกมกท่ามกลางกองขยะอย่างออกนอกหน้า) แต่ฝีมือของอีกฝ่ายไม่ธรรมดา แม้แต่ตัวเขาเองที่แม้จะเป็นผู้ช่วยสอนอยู่ในสถาบัน เห็นคอร์ดมามากยังแอบชื่นชมไม่ได้

“ไง คุณม้าแตก มองผมค้างเลยนะ”เสียงทักของอู๋อี้ฝานดังขึ้น และชานยอลก็คว้าผมหน้าพลางเหยียดริมฝีปากออก พลันส่งเสียงทันทีที่อี้ฝานเตรียมSobranie Black Russianตัวสีดำออกมาเตรียมสูบ

“ผมเกลียดกลิ่นบุหรี่”

“...”เจ้าตัวเก็บลงกล่องสีหน้าไม่สบอารมณ์ พร้อมกับยกมือขอแก้วกับพนักงานร้าน “โชจูมั้ย?”

“คุณสร้างความทรงจำที่โคตรเลวร้ายเกี่ยวกับโชจูให้ผม”ชานยอลว่าเสียงเย็นชา ในขณะที่อี้ฝานก็เบะปากนิดหน่อย “คุณเล่นดนตรีมานานแล้วเหรอ?”

“หืม? อ่อ..พ่อแม่ผมเป็นนักดนตรีร้านอาหาร ผมเองก็จับกีตาร์มาแต่เด็ก แต่ก็นะ พวกนักดนตรีไส้แห้งก็งี้ล่ะ ปัจจุบันพ่อแม่ผมก็เป็นตาแก่ยายแก่เมาหยำเปอยู่ที่กวางโจว”ใบหน้าคมคายแสยะยิ้มเพื่อปล่อยเสียงหัวเราะเล็กน้อย “ยังไงก็ตาม ผมต้องขอบคุณคุณก่อน ที่ช่วยดูแลเซฮุน”

“ผม...แค่หลานของผมชอบเขา”ชานยอลพูด

“ยังไงก็ตาม ผมถือว่ามันคือความสมัครใจของคุณเองนะ ผมไม่อยากให้ใครมองหรือคิดว่าเซฮุนเอาความน่าสงสารที่ขาดแม่ให้ใครเห็นใจ”ถ้อยคำเย็นชายังดังออกมาจากอี้ฝาน และอีกฝ่ายก็พ่นลมหายใจเหอะ

“ผมมายุ่มย่ามเอง เซฮุนก็ไม่ได้ขอ คุณก็ไม่ได้ขอ”

“ดีแล้ว เข้าใจกันตั้งแต่ตอนนี้จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง เผื่ออยากได้ค่าเลี้ยงดูอะไรแบบนี้”อี้ฝานจรดเบียร์สดที่ริมฝีปากปล่อยให้ชานยอลข่มมโนภาพว่าปัดแก้วเบียร์อีกคนกระเด็นแล้วเตะให้กลิ้งไปกับพื้นลำพัง “คุณรู้จักเพลงที่ผมเล่นมั้ย”

“คุณเล่นหลายเพลง หนวกหูทุกเพลง”

“เพลงสุดท้าย The Blowers Daughter ของ Damien Rice”คุณพ่อของเด็กชายตัวผอมอมยิ้ม “ผมเล่นทุกคืนถ้ามีโอกาส ผมชอบ...ผมคิดว่าผมเข้าใจเนื้อเพลงของเพลงนี้ที่สุด”

“...”

ถูกทำให้ตาสว่าง พบกับความจริงที่หลอกลวง และสุดท้ายก็รับไม่ได้”อี้ฝานหัวเราะในลำคอ และชานยอลก็เปิดปากเบาๆ

“คุณเมาแล้ว”

“ไม่หรอก..อาจเป็นแค่ตอนนี้ที่เราพอจะคุยกันรู้เรื่อง”

“งั้นคุณก็คงรักเธอมาก”

“ก็เคยนะ...เคยน่ะ”ชายหนุ่มวางแก้วเบียร์ลง “ความรักล้มเหลวที่ผมได้รับมาพร้อมกับสิ่งที่มีค่าที่สุด นั่นคือเซฮุน แค่นั้นก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากพอ”

“คุณจะบอกว่าความล้มเหลวเกี่ยวกับความรัก ทำให้คุณสำมะเลเทเมา นอนกองไปกับขวดเหล้างั้นเหรอ... อย่าว่าผมวุ่นวายไปกว่านี้เลย แต่คุณเป็นพ่อคน เป็นพ่อของเซฮุน ทำอะไรคิดถึงเขาซะบ้างก็ดีนะ คุณจะมีกำแพง คุณจะเป็นภูเขาน้ำแข็งมันก็เรื่องของคุณ แต่เซฮุนควรเป็นข้อยกเว้น เขาเป็นเด็ก..เขาต้องการความรัก ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ เขาก็อยากกอดคุณสักครั้งก่อนไปโรงเรียน อยากมีช่วงเวลากับคุณมากกว่าของเล่นงี่เง่า เขาขาดแม่ไปแล้ว มันคงไม่ดีถ้าเขาขาดพ่อไปอีกคน”ชานยอลตัดใจระบายคำพูดพรั่งพรูยืดยาว หวังถึงปฏิกิริยาอื่นจากอู๋อี้ฝานซะบ้าง

เขามองหน้าชายคนนั้น และเพียงรอยยิ้มบางๆที่มุมปากอีกคน...

“ผมรู้...ทุกคนก็พูดแบบนั้น...ว่าผมมีกำแพง...มันอาจจะมาจากความล้มเหลวที่ผมเคยเจอ คุณพูดถูก”อู๋อี้ฝานเปิดปากพลางวางแก้วลง ในเสี้ยววินาทีนั้นชานยอลได้มองเห็นสายตาบางอย่างเพียงชั่วครู่ พร้อมกับน้ำเสียงของคู่สนทนาที่ว่าขึ้นมาเนิบๆ

“...”

“แต่คุณอาจจะลืม ว่าแม้แต่โอลาฟ*ยังเคยพูดว่า คนบางคนก็มีค่ามากพอที่จะยอมละลาย






หลังจากนั้นชานยอลก็ขอตัวกลับโดยที่อี้ฝานก็อาสามาส่งที่ลานจอดรถของร้านซึ่งเปิดแค่ตอนกลางคืน ไม่มีคำพูดจากพวกเขา และท่าทีของอี้ฝานที่ยุกยิกอยากจะสูบบุหรี่ทำให้ชานยอลรู้สึกรำคาญขึ้นมาตงิดๆเช่นกัน

“ไม่ต้องเสียเวลามาส่งผมก็ได้นะ ไปสูบบุหรี่เถอะ”

“ไม่เป็นไร..จริงสิ ผมว่าจะพาเซฮุนไปเที่ยวซะบ้าง แกคงดีใจถ้าคุณกับหลานของคุณไปด้วย”

“ดีใจที่คุณคิดได้...ผมหยุดทุกวันเสาร์”

“วันอาทิตย์ร้านปิด...ไม่เป็นไร ถ้าเราไปตอนกลางวัน คืนนี้ผมจะพยายามไม่ดื่ม”ชานยอลพยักหน้าพลันจะหยิบกุญแจรถในกระเป๋ากางเกง ทว่าอี้ฝานก็ส่งเสียงขึ้นมาเสียก่อน “เดี๋ยวสิคุณ”

“?”

“สรุปว่าคุณ...เห็นอะไรในตัวเซฮุน ถึงได้ทำแบบนี้”

“แค่เหมือนผมตอนเด็กๆ”เจ้าตัวตอบตามตรง ก่อนที่คิ้วจะขมวดพลางถอยหลังเมื่ออี้ฝานขยับตัวเข้าหา จนชานยอลชิดกับผนังโรงรถ เขาคิดว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่ดีนัก หากต้องสบตาผู้ชายคนนี้ระยะประชิด

“ข้ออ้างนี่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนะผมว่า...สำหรับผม ผมคิดว่าคุณสนใจผมอยู่”ถ้อยคำหลงตัวเองนั้นทำเอาชานยอลถึงกับมองบน ในขณะที่อี้ฝานก็ยิ้มอย่างมั่นใจนิดๆ “แต่วิธีคุณมันก็แหวกแนวดีนะ เล่นปมน่าสนใจ..ยังไงซะคุณก็ได้ใจเซฮุนไปแล้วล่ะ ส่วนใจผม..ถ้าอ่อนหวานกว่านี้หน่อยก็ไม่น่านานนะ”

“เหรอครับ?”ปั้นยิ้มพลางยกแขนโอบรอบคอของอี้ฝาน ก่อนจะล็อคคออีกฝ่ายแล้วกระทุ้งเข่าใส่ช่วงท้องอีกคนจนจุก อี้ฝานขมวดคิ้วมุ่นใช้แขนเท้ากำแพงพลันแยกเขี้ยวใส่ชานยอลที่สะบัดตัวออก

“นี่! จะมากไปแล้วนะ!!

“น้อยไปด้วยซ้ำ หลงตัวเองชะมัด!”ชานยอลสบถก่อนจะขึ้นรถขับออกไปทิ้งให้อี้ฝานยืนกุมท้องอยู่พัก

ก่อนที่คุณพ่อม่ายลูกติดจะหัวเราะให้กับตัวเองเบาๆ...








เย็นวันต่อมาชานยอลจัดการล็อครถก่อนจะเดินไปรับเด็กชายทั้งสองที่โรงเรียนตามปกติ เขากอดสองเด็กชายอ้วนผอมไว้กับตัวหนึ่งทีและยื่นมือให้จับ มือซ้ายถูกจองด้วยลู่หาน และมือขวาก็เป็นของเซฮุน แต่เมื่อต้องเดินข้างถนน ลู่หานจะย้ายไปจับมือเซฮุนแทนเพราะชานยอลจะให้เด็กๆเดินฝั่งด้านในเนื่องจากดูปลอดภัยกว่า เมื่อบอกลาคุณครูจุนมยอนเรียบร้อยดี ชานยอลก็พาเด็กน้อยสองคนที่ตามต้อยๆเป็นลูกเป็ดกลับมาที่รถ

“วันนี้คุณหม่าม๊าของลู่หานไปธุระ อาจจะมารับดึก งั้นเราจะไปกินไอติมกัน ดีมั้ย?”เอ่ยชวนเด็กน้อยสองคนที่ตบมืออย่างยินดีที่เบาะหลัง

“เย้!

“นึกเมนูกันไว้นะ”ว่าเท่านั้นก็เคลื่อนรถออกพร้อมกับเสียงพูดคุยของเด็กสองคน (ที่พูดกันจนชานยอลแอบแคะหูพร้อมกับคิดว่าทั้งวันยังคุยกันไม่พออีกเหรอ) เมื่อไปถึงร้านไอศกรีม ลู่หานก็สั่งช็อกโกแลตกล้วยหอมของโปรด และเซฮุนก็สั่งคาราเมลแอ็ปเปิ้ล ชานยอลเองที่ไม่รู้จะทานอะไรก็เลยสั่งเพียงเฟรปเป้ชาเขียวเพียงเท่านั้น

“ตั้งแต่อาชานยอลมารับ เสี่ยวลู่ก็ได้กินไอติมบ๊อยบ่อย”เด็กน้อยว่าพร้อมอมช้อนอย่างมีความสุข รอยยิ้มบางๆปรากฏที่ใบหน้า

“เซฮุนก็ได้กินบ่อยด้วยสินะ”

“ฮะ”เด็กชายตัวผอมขยับใบหน้ารับ เซฮุนแม้จะวัยประถมก็เป็นเด็กหน้าตาดี ดูจากส่วนผสมจากพ่อที่เห็นแบบตัวเป็นๆ กับแม่ที่แม้จะมาแค่คำบอกเล่าแต่ก็คิดว่าคงจะสวยน่าดู ส่วนลู่หานเองนั้นก็เป็นเด็กหน้าตานารัก ถูกจีบให้ไปถ่ายรูปกับพวกเสื้อผ้าเด็กมาแต่ไหนแต่ไร

“ปกติไม่ค่อยได้กินบ่อยเหรอ?”

“ไม่ค่อยได้กินครับ ถ้าวันไหนโชคนี้น้าอี้ชิงก็จะซื้อมาให้กิน แต่ไม่ใช่แบบนี้”เด็กชายตอบกลับ

“ฮื่อ งั้นให้อาชานยอลมารับทุกวันนี่แหล่ะ จะได้กินทุกวันไง”ลู่หานกล่าวก่อนจะโดนคุณอาขมวดคิ้วใส่

“อะแฮ่ม”

“ก็อาชานยอลใจดีนี่นา เนอะเซฮุน”หันไปหาอีกคนที่ยังแกะคาราเมลกินอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ เด็กชายโอเซฮุนเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่งยิ้มน้อยๆให้

“ใช่แล้ว อาชานยอลใจดีมากฮะ ถึงจะดูดุๆ แต่อาชานยอลก็จิตใจดี ปะป๊าบอกว่าอาชานยอลใจดี เพราะอย่างนั้นถ้าอาชานยอลดุก็ต้องเชื่อ เพราะอาชานยอลเป็นห่วง”เจ้าของชื่อเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อประโยคนั้นดังมาจากเด็กชาย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

“พ่อเราพูดถึงอาด้วยเหรอ?”

“ฮะ ถ้าตอนเช้าปะป๊าตื่นทัน ปะป๊าจะถามว่าเป็นยังไงบ้าง แล้วก็ชวนคุยครับ ปะป๊าชอบถามเรื่องอาชานยอลล่ะ”เจ้าตัวยิ้มจนตาเป็นขีด ปล่อยให้คุณอาใจดีนั่งหลังตรงพลันเสตาออกไปข้างๆ และเสียงของลู่หานที่ถามขึ้นหลังจากจัดการวิปครีมเสร็จ

“ปะป๊าของเซฮุนหล่อมั้ย”

“หล่อสิ...เท่มากๆ ปะป๊าเลี้ยงเรามาคนเดียว เราก็เลยรักปะป๊ามาก”ชานยอลเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินประโยคราวกับปมทางครอบครัวไม่ใช่เรื่องหนักหนาสำหรับเด็กคนนี้เลย “ปะป๊าบอกเราตลอดนะว่าเราจะไม่มีหม่าม๊า หม่าม๊าไม่อยู่แล้ว น้าอี้ชิงเคยบอกเราว่าเราเคยร้องไห้หาหม่าม๊า ปะป๊าก็กอดเราแล้วก็บอกว่าอย่าถามหาหม่าม๊า..เพราะหม่าม๊าไม่เคยถามหาพวกเรา เราเลยไม่ถามหาหม่าม๊าอีก แต่เราก็ไม่ชอบให้ใครถามหาหม่าม๊าเท่าไหร่ เราไม่ชอบโดนล้อ”

“ฮื่อ..เศร้าอ่า..ตอนนั้นเราเผลอถามไป เราไม่รู้”เด็กน้อยแก้มยุ้ยได้ยินดังนั้นก็พลันสลดตามไปด้วยไม่ได้ ในขณะที่ชานยอลก็รู้สึกทึ่ง กับการเลี้ยงลูกของผู้ชายคนนั้น (ที่ดูไม่น่าจะปลูกฝังใครได้) เซฮุนเป็นเด็กไม่พูดมากและค่อนข้างฉลาดพูด เข้าใจการทำงานของพ่อตัวเอง เข้าใจสถานะครอบครัวดีว่ามันไม่เหมือนคนทั่วไป ถ้าเลี้ยงลูกคนเดียวแล้วทำให้เด็กเข้าใจได้ขนาดนี้สำหรับชานยอลก็คิดว่าเป็นการเลี้ยงดูที่ไม่เลวนัก

“อย่างนั้น เราก็เป็นเด็กดีแบบนี้ต่อไปนะ พ่อเราจะได้ภูมิใจ ลู่หานก็ด้วยนะ”

“ครับพ้ม/ฮะ”สองเด็กชายขานรับแม้จะต่างท่าทางกัน ชานยอลอมยิ้มมองดูเด็กๆขอดถ้วยไอศกรีมพลันรับสายหยางมี่ว่ากลับมาจากธุระแล้ว เขาจึงพาเด็กๆไปที่สถาบันดนตรีเพราะที่นั่นปิดสองทุ่มครึ่ง และสามารถอยู่ได้ตลอดเพราะชั้นบนตึกเป็นออฟฟิศกึ่งที่พักพนักงาน ยังไงก็เป็นที่ๆสะดวกพอจะให้เซฮุนไปอยู่อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจใคร

พอถึงห้าทุ่มชานยอลก็พาเซฮุนมาส่งที่บ้านตามปกติ หลังจากแยกกับลู่หานที่หนุนตักคุณหม่าม๊านอนหลับปุ๋ยไม่ต่างกัน รถของชานยอลเข้าจอดที่ร้าน ได้ยินเสียงเพลง The Blowers Daughter ของอู๋อี้ฝานล่องลอยมา จึงได้เปิดประตูรถอุ้มเซฮุนเข้าไปหาอี้ชิงที่เหมือนกำลังสั่งให้เด็กทยอยเคลียร์โต๊ะของลูกค้าที่เพิ่งออกไป

“พาเซฮุนมาส่งครับ”

“อ่า..คุณปาร์ค ขอโทษนะครับผมยุ่งๆอยู่ ช่วยพาเซฮุนขึ้นไปบนห้องให้ผมได้มั้ย พอดีมีลูกค้าทะเลาะกันน่ะครับ”เจ้าตัวปลดกุญแจในพวงส่งให้ และชานยอลก็รับมาพลางพยักหน้าเออออไปด้วย

“อ่ะ..ครับ..ได้”

เขารับกุญแจพลันเดินอุ้มเซฮุนขึ้นไปที่ชั้นสอง แหยหน้านิดหน่อยเมื่อนึกถึงบรรดากองขยะสุดสยองที่เคยพบ แต่เมื่อกลั้นใจไขประตูห้องเข้าไปก็พบห้องนั้นถูกจัดเป็นปกติเรียบร้อยดี จึงได้วางเด็กชายลงบนเตียงพร้อมกับพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เซฮุนที่สวมชุดนอน (ซึ่งเขาให้อาบน้ำตั้งแต่อยู่ออฟฟิศ) ก็ถูกชานยอลห่มผ้าให้ก่อนจะลูบผมอย่างเรียบร้อย สิ่งที่เขาได้ยินวันนี้มันทำให้เขาอดนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆไม่ได้ ความเข้าใจของเขากับความเข้าใจของเซฮุนนั้นช่างต่างกัน ในขณะที่เซฮุนถูกสอนให้เข้าใจว่าควรจะอยู่ยังไง แต่เขาถูกบังคับให้ต้องเข้าใจว่าจะอยู่ยังไง ควรทำอะไร

เมื่อส่งเซฮุนเข้านอนกลับลงมาข้างล่างอีกทีร้านก็โล่งไปหมด จากคำตอบของพนักงานร้านเหมือนว่าจะปิดก่อนเวลาเพราะของสดหมดและมีเรื่องในร้าน มีพนักงานโดนลูกหลงและต้องไปทำแผล ซึ่งอี้ชิงกำลังพาไปที่โรงพยาบาล เขามองอู๋อี้ฝานที่นั่งดื่มเงียบๆคนเดียวพลันวางลูกกุญแจห้องให้

“เหมือนวันนี้จะวุ่นวาย”

“ไม่หรอก”อี้ฝานยิ้ม “ยกพวกตีกันในร้านยังเคยเลย ผมเองก็โดนขวดตีหัวเข้าให้ ดีไม่ตายไปก่อน ความเสี่ยงก็แบบนี้แหล่ะ”

“ยังจะเก๊กอีก”คว่ำปากเล็กน้อยโดยที่อี้ฝานก็ยักไหล่ พลันเลิกคิ้วเมื่อชานยอลเอ่ยปากเนิบๆ “ไม่ยักรู้ว่าคุณคุยเรื่องผมกับเซฮุน”

“...”

“สนใจผมล่ะสิ”

“คุณอยากเล่นคอร์ดของ The Blowers Daughter มั้ย ผมจะสอน”อี้ฝานเปลี่ยนเรื่องและชานยอลก็เบ้ปาก แต่เมื่อหัวข้อที่เปลี่ยนนั้นน่าสนใจ จึงได้พยักหน้าเล็กน้อย เขารับกีตาร์จากอีกคนมาตั้งสาย “มันไม่มีอะไรมากหรอก พอเริ่มก็คอร์ดเอเมเจอร์เลย แล้วต่อด้วยจีชาร์ปไมเนอร์ เอฟชาร์ปไมเนอร์”

“แบบนี้?”ชานยอลลองไล่ปลายนิ้วตามและอี้ฝานก็สั่นศีรษะ

“นิ้วคุณแข็งไป แบบนี้สิ”ถือวิสาสะซ้อนกายไปด้านหลังพร้อมกับจับมือคนสอนดนตรีให้เล่นดนตรีราวกับคนเล่นไม่เป็น แต่ชานยอลก็ไม่ได้คิดจะผลักออก ปลายนิ้วอุ่นบังคับขยับให้เล่นไปตามทำนองพร้อมกับเสียงทุ้มปนแหบๆเล็กน้อยก็ดังขึ้นริมหู

I can't take my eyes off you… I can't take my eyes off you

“...”

เสียงเบาๆที่ดังก้องในสมองในร้านที่ไม่มีคน ปลายนิ้วที่ถูกบังคับให้เล่นไปตามคอร์ดนั้นเป็นการถูกบังคับที่ชานยอลไม่รู้สึกอึดอัด เพลงที่แทบจะร้องแค่ประโยคเดียวนั้นก็เช่นกัน กลิ่นของโชจูที่ทำให้เขาคิดว่าชีวิตนี้คงมีแต่ภาพในกองขยะนั่นติดตาไปจนตายเริ่มทำความเข้าใจกับมันช้าๆ

I can’'t take my mind off you…I can't take my mind...

ดวงตากลมสวยค่อยๆหันมามองคนร้องที่ไม่ได้ละสายตาออกไปจากเขาแม้แต่ทีแรก ดวงตานั้นยังคงจับจ้องมาที่เขาและชานยอลคิดว่ามันอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างเสี่ยง เรื่องความรักชานยอลไม่ประสานักเพราะอยู่กับหยางมี่จนโดนเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อของลู่หานอยู่บ่อยๆ หรือแม้แต่ช่วงวัยรุ่นก็เอาแต่หาทางออกจากสิ่งที่พ่อแม่บังคับจนลืมรสชาติความรักแบบวัยรุ่นที่ควรพึงมีไป เพราะอย่างนั้นเขาจึงได้เกร็งและออกจะเงอะงะงุ่มง่ามเมื่ออู๋อี้ฝานค่อยๆเอียงหน้าเข้าหา และหลับตาปี๋เมื่อริมฝีปากเคล้ารสชาติของโชจูแนบลงแตะต้องเรียวปากอย่างนิ่มนวล

หากให้บอกความรู้สึก ปาร์คชานยอลคิดว่าตอนนี้เขารู้สึกราวกับกุญแจซอลได้พบกับบรรทัดห้าเส้น...





***************
*โอลาฟ = ตัวละครในเรื่อง Frozen
#aphbKY





1 ความคิดเห็น:

  1. ฮ่อยยยยยย เราเขินตอนอี้ฝานมาแอบแต๊ะอั๋งน้องชานยอลแบบเน้ววววว แงงงงง
    น้องชานยอลมีคุณสมบัติเป็นหม่าม๊าน้องเซฮุนได้เลยนะ
    ขอให้ป่ะป๊าอี้ฝานจีบติดเร็วๆ

    ตอบลบ