หลังจากลากปาร์คชานยอลที่เหมือนจะจับต้นชนปลายชีวิตไม่ถูกมายัดใส่รถ
เควินอู๋ก็ขับรถออกมาจากหอพักของเจียงเฉา
ชายหนุ่มไม่รู้จุดมุ่งหมายนักว่าจะไปที่ใดดี แต่ที่เขาแน่ใจคือไม่ควรอย่างยิ่งที่เขาจะกลับไปออฟฟิศให้มีคำถามตอนนี้
เขาพยายามไม่มองคนข้างๆ แต่ก็สังเกตได้ว่าอีกฝ่ายหลังจากเวลาผ่านไปสักพักก็เริ่มก้มหน้าขยุ้มขากางเกงตัวเอง
“นายโอเคมั้ย?”
“...”
“เรื่องงานเราค่อยพูดกัน..ถ้านายอยากร้องไห้...อ่า”เควินอู๋ร้องเบาเมื่อทิชชูหน้ารถหมด
ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง เขาปล่อยเด็กหนุ่มผมแดงนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ในรถพลางสาวเท้าเข้ามินิมาร์ทมาหยิบทิชชู่และผ้าเย็น
ก่อนจะซื้อนมกล่องติดมือมาด้วยอีกสองกล่อง เควินอู๋เปิดประตูรถ
ทอดมองกลุ่มผมสีแดงที่ขยับไปมาตามแรงสะอื้น ชายหนุ่มปิดประตูสตาร์ทรถ
แต่ก็ไม่ได้ออกตัวไปไหน
“ร้องเยอะๆ ร้องไห้หมด
ทีหลังจะได้ไม่ต้องร้องอีก”
เสียงสะอื้นเบาๆดังออกมาจากชานยอลที่ยังไม่ขยับตัวไปมากกว่าช่วงไหล่
ปล่อยให้ชายหนุ่มที่อยู่ในตำแหน่งคนขับรถทอดสายตามองแล้วถอนใจเบา
เขาหยิบทิชชูยื่นไปหาอีกฝ่ายที่ค่อยๆผงกศีรษะ ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลย้อย
แก้มยุ้ยที่มีกระแดงๆบนใบหน้าไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้ลดความน่ามองลงไปแม้แต่น้อย
เสียงสะอื้นยังดังขึ้นเป็นพักๆก่อนที่มือของชานยอลจะยอมรับทิชชูจากเควินอู๋มาซับน้ำตา
“ฮึ่ก..ฮือ..ฮึ่ก..อึ่ก...ฮืออ”
“...”เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่สะอื้นไม่เลิก
ชายหนุ่มจึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆอยู่ข้างๆจนกระทั่งเสียงร้องไห้เบาบางลง ชานยอลที่สูดลมหายใจระบายน้ำตาอยู่พักก็นึกเกรงใจ
จนสุดท้ายจึงขยับริมฝีปากเบาๆ
“ผม...คิดอะไรไม่ออกเลย..มันตื้อไปหมด”
“...”
“แบบที่เขาพูดกันใช่มั้ยครับ...ว่ายังไงผู้ชายก็ต้องคู่กับผู้หญิง”
“...”
“ผมไม่เหมาะกับการมีความรักใช่มั้ย...”
“ที่เขามีคนอื่น...ไม่ใช่นายไม่ดีหรอก
แต่เขาไม่คู่ควรที่จะเก็บความรักของนายเอาไว้”เสียงทุ้มเปล่งออกเนิบๆ
พลันแกะผ้าเย็นให้คนข้างๆเช็ดหน้า ชานยอลถอดแว่นออกพลันใช้หลังมือปาดคราบน้ำตา
ก่อนจะเสยผมขึ้นและรับผ้าเย็นจากอีกคนมาถือไว้
“ขอบคุณฮะ”
“นาย...”
“?”ยิ่งชานยอลหันหน้ามา เควินอู๋ก็ขมวดคิ้ว
เมื่อสังเกตเห็นดวงตาของอีกฝ่ายสีแปลกๆ เหมือนจะเคลื่อนๆแปลกๆ
“ใส่คอนแทคเลนส์เหรอ?...ใส่แล้วทำไมต้องใส่แว่นอีก”
“อ่า...”ชานยอลอ้ำอึ้งจนกระทั่งใบหน้าหล่อจัดขยับเข้ามาใกล้ๆ
เพื่อสังเกตดูดวงตาของเขา
“ใส่คอนแทคสีเหรอ?”
“...อย่าจ้องใกล้ๆสิครับ..ผม..อายกระ...”ท้ายประโยคเหมือนรำพึง
แต่ทว่าอีกคนก็แค่ยิ้มออกมานิดหน่อย
“อายทำไม..ตาฉันสีเทาเหมือนคนเป็นต้อฉันยังไม่อายเลย”
“...”
“เอาเป็นว่าเรื่องงานฉันขอโทษแล้วกันที่ใส่อารมณ์
เอกสารฉันให้ลูกค้าช่วยส่งมาใหม่แล้ว อย่าคิดมากเลย...”ชายหนุ่มเตรียมออกรถ
และชานยอลก็ถามขึ้นแผ่วๆ
“คุณเควินไปที่นั่นได้ไงครับ...ผม...ตอนนั้นผมยังเคว้งอยู่เลย”
“ให้จงอินช่วยหาตำแหน่งน่ะ ช่างมันเถอะ
อย่าไปพูดถึงเลย”ชายหนุ่มหมุนพวงมาลัยออกจากปั๊มน้ำมันเข้าสู่ถนน
โดยที่ร่างสูงโปร่งก็สวมแว่นตาก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“ขอบคุณนะครับ”
“นายโอเคก็ดีแล้วล่ะ...พรุ่งนี้ก็ทำงานปกตินะ
เดี๋ยวฉันพาไปที่สตูดิโอ เราจะเริ่มทำงานอย่างจริงจังแล้ว”
“ครับ”
“อยู่ไหน เดี๋ยวฉันไปส่ง”
ชานยอลบอกปลายทางไปไม่นานนัก
เควินอู๋ก็พาเขาไปส่งที่ห้องโยปลอดภัย
เขาโค้งขอบคุณอีกครั้งและมองรถคันหรูหราขับไปจนลับสายตา
ชานยอลผ่อนลมหายใจก่อนจะลากตัวกลับที่ห้อง จะให้เขาว่าอย่างไรดี … เขาไม่ได้ชื่นชอบเจียงเฉาจนเสียอกเสียใจมากมายอะไรขนาดนั้น
แต่ที่เขาร้องไห้ก็แค่เจ็บใจล่ะ... เขาเองที่ไม่ได้ดูดีโดดเด่น
จะถูกมองเป็นของเล่นก็ไม่แปลก
“ถ้านายจะทำเหมือนเขาเป็นของเล่น...ฉันก็จะทำให้เขาเป็นของเล่นที่คนกระจอกอย่างนายไม่มีปัญญาซื้อ
จำเอาไว้”
จู่ๆประโยคของเควินอู๋คนนั้นก็ลอยเข้ามาในสมอง
ชานยอลทำตาปริบๆพลันไขกุญแจห้องก่อนจะสะบัดศีรษะเล็กน้อย เพราะเขาเป็นอย่างนี้
ตอนเด็กๆเลยมักถูกรังแกเสมอ น้อยคนที่จะเข้ามาทำดีด้วย
ชานยอลหยิบหนังยางหน้ากระจกรวบเส้นผมหน้าขึ้น
หยิบแว่นสายตาสั้นที่มีแนวโน้มว่าจะสั้นข้นเรื่อยๆวางลง ก่อนจะเข้าไปที่ห้องน้ำ
เขาหยิบตลับคอนแทคเลนส์มาล้าง เทน้ำยาใส่ก่อนจะถอดคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลเข้มออก ใบหน้าที่สะท้อนเป็นเงาของเด็ดผู้ชายคนหนึ่งผมสีแดงฟู
ดวงตาสีฟ้า ใบหน้าแต้มกระที่ถอนใจให้ตัวเองเฮือกหนึ่ง
ก่อนจะค่อยๆลากตัวเองไปอาบน้ำ
ในห้องพักที่ชานยอลไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเพื่อรอใครแชทมาหาหรือโทรไปหาใคร
เจ้าตัวนอนแผ่บนเตียงมองเพดานสมองว่างโล่ง ชานยอลไม่ได้ฟูมฟายอะไรอีกหลังจากนั้น
ตรงกันข้าม เขาตัดการติดต่อจากเจียงเฉาทุกอย่างราวกับใจแข็ง โทรคุยกับทางบ้านเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปหยิบนวนิยายฝรั่งเล่มโปรดที่อ่านจนปกเริ่มงอมาอ่านใหม่อีกหนหนึ่ง
พ่อของชานยอลที่อยู่และดูแลแม่ของเขาตอนนี้ไม่ใช่พ่อแท้ๆ..นั่นคือความจริงที่ชานยอลรู้ดี
พ่อของชานยอลเป็นชาวต่างชาติและเป็นนักบิน
แต่หลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตกและพ่อของเขาก็เสียชีวิต
อีกสิบปีให้หลังแม่ของเขาจึงแต่งกันกับพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงที่หน้าตาไม่หล่อเหมือนพ่อแท้ๆ
หุ่นเหมือนหมี มีพุงกลมๆ แต่ก็เป็นคนใจดีและอ่อนโยน
ชานยอลเกิดที่เกาหลีและใช้ชีวิตที่นี่มาตั้งแต่เกิด
สิ่งที่ชานยอลเป็นทำให้เขาผิดแผกแตกต่างจากเด็กทั่วไป ทำให้เขาเริ่มอายที่จะแสดงออก
ชานยอลไม่สนใจการแต่งตัว เขาเกลียดผมสีแดงที่ฟูฟ่อง เขาเกลียดใบหน้าที่ขึ้นกระ
เกลียดดวงตาสีฟ้าของตัวเองที่ทำให้โดนล้ออยู่เรื่อยๆ
ชานยอลทิ้งตัวเองลงกับตัวอักษรในหนังสือ..ปล่อยความคิดให้ลอยล่อง...
หากสักวันเขาโชคดีเหมือนนายเอกนวนิยายเสียบ้างคงดีไม่น้อย...
“วันนี้มาเช้าดีนะ”
คยองซูเอ่ยทักชานยอลที่สะพายเป้ใบเก่าของตัวเองพลางรับความเคารพในตอนเช้า
หลังจากนอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก
ชานยอลก็รู้สึกว่าจิตใจเขาสงบขึ้น และพร้อมจะทำงานต่อ
อย่างไรเสียเรื่องของเจียงเฉาก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ อีกฝ่ายเป็นคนเจ้าชู้
คบเขาแค่หวังฟัน หลายวีรกรรมและหลายเรื่องลอยเข้าหูมาเรื่อยๆแต่ชานยอลก็เลือกที่จะไม่สนใจ
เขาคิดว่าเขาไม่ควรตัดโอกาสคนอื่น...
แต่สุดท้ายโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้ก็ถูกพังราบจนต้องร้องไห้ใส่รถเจ้านายคนใหม่ไปเสียอย่างนั้น
“วันนี้คุณเควินไม่อยู่ที่ห้องหรอกน้า
อยู่สตูดิโอล่ะ”เสียงของลู่หานดังขึ้นและร่างของคุณเลขาหน้านาน่ารักก็เดินมาส่งยิ้มให้
โยที่คยองซูก็เบนสายตาออกพลันผ่อนลมหายใจเหอะ
“แก่จะตายยังมาทำแอ๊บแบ๊ว”
“ใครจะเกิดมาทำตัวลุงๆแบบคุณคยองซูกันเล่า
คิกคิก”ลู่หานยิ้ม...แต่ชานยอลก็สัมผัสได้ว่ามันเป็นยิ้มที่มีจริต “โอเค คุณเลขา
ไปที่สตูดิโอคุณเควินกันเถอะ”
“เอ่อ..แล้วกระเป๋า...”
“ก็ไปด้วยกันทั้งหมดเลย..ทิ้งคุณคยองซูไว้ตรงนี้แหล่ะ”ลู่หานพูดอีกครั้ง
และคยองซูก็สะบัดหน้าหนีเดินไปอีกทาง
ชานยอลรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังปั่นอารมณ์คุณคยองซูให้หุนหัน
แต่คุณคยองซูเองก็ไม่คิดจะเล่นด้วยเท่าใดนัก
“ไปกันเถอะคุณเลขา”พูดชวนราวกับเลขาไม่ใช่หน้าที่ของตนเช่นกันพลันออกนำชานยอลไปยังทางเดินบันไดทอดไปชั้นบนอีกที
ชานยอลได้แต่ทำตาปริบๆเดินตามลู่หานไปอย่างสมองว่างโล่ง เขาเห็นเพียงประตูสีขาวกลืนกับเพดาน
และลู่หานที่ยกมุมปากเล็กน้อย
“งานหนักหน่อยนะ...นานๆจะมีคนมาทีน่ะ”
“เอ๋?”ชานยอลอุทานเบาๆ
แต่แล้วก็ต้องมึนตึ้บเมื่อพบว่าในห้องเป็นห้องมืดๆ มีเพียงแสงไฟสลัวตามที่ต่างๆ
แอร์เย็นจัดผสมกับกลิ่นห้องทำให้ชานยอลเหลียวมองไปรอบๆอย่างนึกฉงน ร่างสูงโปร่งมองโต๊ะทำงานรกๆ
ผนังด้านบนมีหนังสือเรียงรายซ้อนกัน บ้างก็เอนล้มเพราะบางส่วนถูกยกลงมากองกับโต๊ะ
แผ่นกระดาษโน้ตแปะเต็มตามผนัง ส่วนใหญ่เป็นคำที่เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก บนโต๊ะมีกระดาษที่ถูกสเกตซ์ลวกๆกับรุปออกแบบตัวการ์ตูนต่างๆมากมาย
และร่างของเควินอู๋ที่ยังทอดตัวนอนหลับอยู่บนโซฟาสีแดงราวกับเป็นเฟอร์นิเตจอร์ที่ทุกห้องต้องมี
“ทำไม..การ์ตูนเต็มไปหมดเลยล่ะครับ”เอ่ยถามอย่างพาซื่อ
และลู่หานที่เดินไปชงกาแฟร้อนก็ตอบกลับมา
“ถามแปลกจัง...ไม่รู้เหรอว่าที่นี่บริษัทอะไรน่ะ”
“...”
“ที่นี่เป็นบริษัทออกแบบเกมตามแอพลิเคชั่น
ส่วนพวกออฟฟิศด้านล่างนั่นเป็นพวกที่คุณท่านจ้างไว้ทำพวกบัญชีโรงงานต่างๆในเครือน่ะ”ชานยอลยืนมึนเหมือนดวงตาจะเป็นรูปก้นหอย
พร้อมกับร่างเล็กที่เดินหยิบกาแฟร้อนที่ไปมุมห้อง
พลางปลุกสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ใต้ถุงนอนรูปหนอนลาวาสีเหลืองอ๋อย
“คุณอปป้า...ตื่นได้แล้วครับ
ต้องแต่งตัวไปคุยงานที่ค่ายมือถือKนะ”
“สิบนาทีน่า...”เสียงระโหยโรยแรงตอบกลับมา
และชานยอลก็สังเกตว่านั่นคือคุณซื่อชวิน น้องชายคุณเควินนั่นเอง
“ถ้าไม่รีบแต่งตัวจะไม่หล่อนะครับ
ดื่มกาแฟเร็วเข้า คุณอปป้านัดมอร์นิ่งคอลเองนะ..อย่างอแงซี่”
“ขอมอร์นิ่งคิสด้วยสิ”เอ่ยทั้งๆที่ใบหน้าหล่อจัดแม้จะไร้เครื่องสำอางยังหลับตา
และลู่หานก็โน้มหน้าลงไปจูบริมฝีปากของเจ้านายต่อหน้าต่อตาชานยอลที่ทำตาโตอยู่พักแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
และคนที่นอนอยู่ก็เด้งตัวขึ้นผมเผ้ายุ่งฟูแต่โดยดี
“เจ้าชายนิทราตื่นแล้ว”
“ดีมากครับ อย่างนั้นก็ดื่มกาแฟแล้วไปอาบน้ำแต่งตัวนะ”ลู่หานดึงร่างสูงดูดีที่ยังถือแก้วกาแฟออกไปอีกห้องหนึ่ง
เสียงประตูปิดลงโดยที่ชานยอลยังมองอะไรไม่ถนัดนัก เขาวางเป้ลงที่โซฟา
ค่อยๆเดินสำรวจไปรอบๆพื้นที่ๆมีทั้งฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนมากมาย หนังสือการ์ตูนที่เรียงรายตามชั้นเรียงเลขเล่มอย่างเรียบร้อย
ห้องนี้เหมือนกับเป็นอีกโลกหนึ่งของห้องที่ดูเรียบๆและมีเพียงโซฟาสีแดงอีกฝั่งตึก
“แล้วเราจะทำอะไรดีล่ะ”ชานยอลนั่งยองๆลงข้างโซฟา
มองเจ้านายที่ยังนอนหลับอยู่ไม่ขยับไปไหน มองๆไปก็คล้ายแองกรี้เบิร์ดเหมือนกันแฮะ
นิ้วยาวยกขึ้นปิดปากตัวเองไม่ให้หลุดหัวเราะ คิ้วชี้ขึ้นสองข้างเหมือนคนขี้โมโห
ดวงตาสีเทาที่ตอนนี้ปิดด้วยม่านสีเนื้ออ่อน จมูกโด่งคม ริมฝีปากสีเจือแดงเผยอเล็กน้อย
นักศึกษาฝึกงานขยับแว่นทรงกลมหนึ่งที สุดท้ายก็นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆอย่างไม่คิดจะปลุกหรือทำอะไรทั้งสิ้น
มองๆไปแล้วเควินอู๋คนนี้ก็เหมือนกับพวกพระเอกนิยายที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหน้าตา
รูปร่าง ฐานะ หน้าที่การงาน เป็นคนที่สมบูรณ์แบบไปหมดผิดกับเขาที่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรในชีวิตสักอย่าง
เหมือนสีแดงที่สีจืดๆจางๆอย่างเขาไม่ควรไปใกล้...
แต่เขารู้ดีว่าเขาถอยออกมาไม่ได้...
เขาที่เป็นสีเทา...
สีเทา...
“...”
“?!”ชานยอลผงะไปเล็กน้อยเมื่อดวงตาของเควินอู๋กำลังจ้องมาที่เขา
และไม่รู้อีกฝ่ายลืมตาขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ชานยอลขยับหลังตรงในขณะที่อีกฝ่ายก็ยืดตัวราวกับแมว
“อรุณสวัสดิ์...มานานแล้วเหรอ”
“ก็...สักพักแล้วครับ”ชานยอลขยับตัวขึ้น “กาแฟมั้ยครับ”
“กดน้ำมาสามส่วนสี่แก้วสีฟ้าริมสุดแล้วแช่ชาคาโมมายล์มาก็พอ”อีกฝ่ายพลิกกายหันหน้าชนพนักโซฟาแล้วยกขาก่าย
“ซื่อชวินล่ะ”
“คุณซื่อชวินออกไปแล้วน่ะครับ...”...ไปอาบน้ำกับเลขาอะ
ชานยอลโยนประโยคท้ายทิ้งไป พลนเดินมาวางแก้วชาให้กับเควินอู๋ที่ลุกขึ้นนั่ง “ผมเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเลย...ให้ผมช่วยอะไรมั้ยครับ”
“ทำความสะอาดน่ะ”
“...”
“อา...ช่วงนี้เรากำลังผลิตเกมเพื่อเสนอกับทางบริษัทมือถือ...เหมือนพวกประกวด
ถ้าเราชนะ โอกาสที่จะทำงานแบบมีการรองรับก็จะมากขึ้นไปด้วย ฟังแล้วซับซ้อนนะ”ชายหนุ่มยกชาขึ้นจิบสักพักก็เอนตัวลงนอนต่อ
“ง่วงจัง...เพิ่งนอนไปตอนตีห้าครึ่งเอง”
“งั้นให้ผมทำความสะอาดตรงไหนเหรอครับ?”
“ยังไม่ต้องหรอก”
“อ้าว...”
“กำลังมีบาดแผลทางจิตใจไม่ใช่เหรอ
อย่าเพิ่งทำอะไรหักโหมเลย”...ชานยอลทำตาปริบๆ
เพราะถึงเขาจะไม่เคยบรรจุงานอย่างจริงจัง
แต่เขาก็ไม่เคยเจอเจ้านายที่ไหนมาห่วงใยสุขภาพความรักของลูกน้องแบบนี้หรอกนะ
จริงสิ...เควินอู๋เคยบอกว่าไม่เคยมีเลขานี่นา...
“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ...”
“ฉันมีเรื่องจะคุยน่ะ”ร่างโปร่งได้ยินดังนั้นก็เดินเตาะแตะมายืนตรงหน้าคนที่นอนเหยียดยวไปกับโซฟา
แต่ยังไม่ทันจะคิดว่าควรนั่งตรงไหน เสียงทุ้มก็ดังขึ้นมาเสียก่อน “นั่งลงสิ”
“....”ชานยอลยอมนั่งลงกับพื้นข้างหน้าเควินอู๋ที่ยังนอนตะแคงตาปรือ
“ยังไงช่วยทำโอทีได้มั้ย”
“ครับ?”
“ช่วงนี้งานเร่ง พวกเราต้องการแม่บ้านน่ะ”หน้าที่ชัดเจนจากปากเควินอู๋ทำให้ความคิดว่าจะได้นั่งวาดการ์ตูนหรือออกแบบสตอรี่เกมของชานยอลค่อยๆม้วนลงเสื่อพับเก็บไป...
เอามาเป็นคนใช้สินะ... “นายต้องทำงานเยอะๆนะรู้มั้ย เพิ่งอกหัก จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน”
“...”ชานยอลส่งยิ้มแห้งๆไปให้ “ได้ครับ...”
“กลับดึกสักสองสามทุ่มโอเคอยู่ใช่มั้ย
เดี๋ยวฉันให้น้องชายไปส่ง”
“ครับ ผมโอเค”
“พูดง่ายๆโตไวๆ”ว่าเท่านั้นแล้วแปะมือลงกลางกระหม่อมที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีแดงชี้ฟูไร้น้ำหนักของชานยอลพลางขยี้ไปมา
รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของเควินอู๋พลันเปรยขึ้นเสียงเบา
“ฉันนึกถึงตัวเองตอนไฮสคูลที่แคนาดาเลย”
“เอ๋?”
“ตอนนั้นฉันอยู่ทีมบาส..ซ้อมบาสทั้งวันทั้งคืนจนตัวดำ
ฟันฉันยื่นล่ะ ยื่นกว่าตอนนี้อีกนะ ฮ่าฮ่า...แล้วฉันก็ไม่ผ่านคัดตัวเพราะเตี้ยกว่าเกณฑ์หนึ่งเซนติเมตร”ดวงตาคมชายลง
“เคยจีบกับยัยหัวกะทิห้องอยู่คนนึง...แต่เธอก็ไม่ชอบผู้ชายเรียนไม่เก่ง..
ฉันเรียนห่วยน่ะ ตอนนั้นฉันทั้งเศร้าทั้งเฟลเลย ก็ได้ซื่อชวินนี่แหล่ะที่ค่อยฉุดขึ้น
หมอนั่นเคยเป็นพวกเน็ตไอดอลมาก่อนด้วยนะ”
“พวกคุณหน้าตาดีกันมากเลยล่ะครับ”
“ถึงหน้าตาจะเปลี่ยน
แต่จิตใจข้างในอย่าเปลี่ยนไปเลยนะ”เควินอู๋กล่าว “หลายคนแล้วที่พอทำตัวเองดูดีขึ้นแล้วลืมตัวน่ะ
ลืมช่วงเวลาแย่ๆของตัวเองแล้วไปทำช่วงเวลาแย่ๆให้คนอื่น ฉันว่าไม่ดีเลย ..จริงสิ”
“?”
“ตาของนายสีอะไรเหรอ?...ทำไมถึงใส่คอนแทคเลนส์ซ้อนกับแว่น...มันคงไม่ใช่แว่นสายตาใช่มั้ย”
“เอ่อ...”ชานยอลชายตาลง และอีกฝ่ายก็กระตุ้นขึ้น
“อย่าอายน่า...มีอะไรแย่ไปกว่าตาเหมือนคนเป็นต้อของฉันอีกรึไง”
“...”
“ถอดมัน..ให้ฉันดูหน่อยจะได้มั้ย”แม้ประโยคจะดูกำกวมให้คนฝันเฟื่องแบบชานยอลแอบลักลอบคิดลึกไปบ้าง
แต่เจ้าตัวก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นไปที่เป้... แน่นอนว่าชีวิตของชานยอลน้อยคนที่จะทำดีด้วย
เขาจึงยอมเปิดเผยเรื่องบางส่วนของตนเองให้กับอีกฝ่ายบ้างหลังจากที่เควินอู๋เล่าเรื่องต่างๆมาเสียนาน
อุ้งนิ้วแตะน้ำในตลับถูนิ้วให้สะอาด ก่อนจะหยิบคอนแทคเลนส์ออกข้างหนึ่งแล้วเดินกลับไปหาชายหนุ่มที่ค่อยๆลุกขึ้นมอง
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง...ผมสีแดง...ใบหน้าแต้มกระ...ดวงตาสีฟ้า....
ราวกับหลุดออกมาจากโลกสองมิติอย่างไรอย่างนั้น...
“...”
ในตอนนั้นคงเป็นครั้งแรกที่เควินอู๋เริ่มรู้สึก...
ว่าสิ่งที่เขาชอบนอกจากโซฟาสีแดง...คงเป็นส่วนต่างๆที่ประกอบออกมาเป็นปาร์คชานยอล...
#aphbKY
