วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

RED 1.5/2












หลังจากลากปาร์คชานยอลที่เหมือนจะจับต้นชนปลายชีวิตไม่ถูกมายัดใส่รถ เควินอู๋ก็ขับรถออกมาจากหอพักของเจียงเฉา ชายหนุ่มไม่รู้จุดมุ่งหมายนักว่าจะไปที่ใดดี แต่ที่เขาแน่ใจคือไม่ควรอย่างยิ่งที่เขาจะกลับไปออฟฟิศให้มีคำถามตอนนี้ เขาพยายามไม่มองคนข้างๆ แต่ก็สังเกตได้ว่าอีกฝ่ายหลังจากเวลาผ่านไปสักพักก็เริ่มก้มหน้าขยุ้มขากางเกงตัวเอง

“นายโอเคมั้ย?”

“...”

“เรื่องงานเราค่อยพูดกัน..ถ้านายอยากร้องไห้...อ่า”เควินอู๋ร้องเบาเมื่อทิชชูหน้ารถหมด ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง เขาปล่อยเด็กหนุ่มผมแดงนั่งสะอึกสะอื้นอยู่ในรถพลางสาวเท้าเข้ามินิมาร์ทมาหยิบทิชชู่และผ้าเย็น ก่อนจะซื้อนมกล่องติดมือมาด้วยอีกสองกล่อง เควินอู๋เปิดประตูรถ ทอดมองกลุ่มผมสีแดงที่ขยับไปมาตามแรงสะอื้น ชายหนุ่มปิดประตูสตาร์ทรถ แต่ก็ไม่ได้ออกตัวไปไหน

“ร้องเยอะๆ ร้องไห้หมด ทีหลังจะได้ไม่ต้องร้องอีก”

เสียงสะอื้นเบาๆดังออกมาจากชานยอลที่ยังไม่ขยับตัวไปมากกว่าช่วงไหล่ ปล่อยให้ชายหนุ่มที่อยู่ในตำแหน่งคนขับรถทอดสายตามองแล้วถอนใจเบา เขาหยิบทิชชูยื่นไปหาอีกฝ่ายที่ค่อยๆผงกศีรษะ ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลย้อย แก้มยุ้ยที่มีกระแดงๆบนใบหน้าไม่ได้ทำให้เด็กคนนี้ลดความน่ามองลงไปแม้แต่น้อย เสียงสะอื้นยังดังขึ้นเป็นพักๆก่อนที่มือของชานยอลจะยอมรับทิชชูจากเควินอู๋มาซับน้ำตา

“ฮึ่ก..ฮือ..ฮึ่ก..อึ่ก...ฮืออ”

“...”เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่สะอื้นไม่เลิก ชายหนุ่มจึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆอยู่ข้างๆจนกระทั่งเสียงร้องไห้เบาบางลง ชานยอลที่สูดลมหายใจระบายน้ำตาอยู่พักก็นึกเกรงใจ จนสุดท้ายจึงขยับริมฝีปากเบาๆ

“ผม...คิดอะไรไม่ออกเลย..มันตื้อไปหมด”

“...”

“แบบที่เขาพูดกันใช่มั้ยครับ...ว่ายังไงผู้ชายก็ต้องคู่กับผู้หญิง”

“...”

“ผมไม่เหมาะกับการมีความรักใช่มั้ย...”

“ที่เขามีคนอื่น...ไม่ใช่นายไม่ดีหรอก แต่เขาไม่คู่ควรที่จะเก็บความรักของนายเอาไว้”เสียงทุ้มเปล่งออกเนิบๆ พลันแกะผ้าเย็นให้คนข้างๆเช็ดหน้า ชานยอลถอดแว่นออกพลันใช้หลังมือปาดคราบน้ำตา ก่อนจะเสยผมขึ้นและรับผ้าเย็นจากอีกคนมาถือไว้

“ขอบคุณฮะ”

“นาย...”

“?”ยิ่งชานยอลหันหน้ามา เควินอู๋ก็ขมวดคิ้ว เมื่อสังเกตเห็นดวงตาของอีกฝ่ายสีแปลกๆ เหมือนจะเคลื่อนๆแปลกๆ

“ใส่คอนแทคเลนส์เหรอ?...ใส่แล้วทำไมต้องใส่แว่นอีก”

“อ่า...”ชานยอลอ้ำอึ้งจนกระทั่งใบหน้าหล่อจัดขยับเข้ามาใกล้ๆ เพื่อสังเกตดูดวงตาของเขา

“ใส่คอนแทคสีเหรอ?”

“...อย่าจ้องใกล้ๆสิครับ..ผม..อายกระ...”ท้ายประโยคเหมือนรำพึง แต่ทว่าอีกคนก็แค่ยิ้มออกมานิดหน่อย

“อายทำไม..ตาฉันสีเทาเหมือนคนเป็นต้อฉันยังไม่อายเลย”

“...”

“เอาเป็นว่าเรื่องงานฉันขอโทษแล้วกันที่ใส่อารมณ์ เอกสารฉันให้ลูกค้าช่วยส่งมาใหม่แล้ว อย่าคิดมากเลย...”ชายหนุ่มเตรียมออกรถ และชานยอลก็ถามขึ้นแผ่วๆ

“คุณเควินไปที่นั่นได้ไงครับ...ผม...ตอนนั้นผมยังเคว้งอยู่เลย”

“ให้จงอินช่วยหาตำแหน่งน่ะ ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงเลย”ชายหนุ่มหมุนพวงมาลัยออกจากปั๊มน้ำมันเข้าสู่ถนน โดยที่ร่างสูงโปร่งก็สวมแว่นตาก่อนจะเอ่ยเบาๆ

“ขอบคุณนะครับ”

“นายโอเคก็ดีแล้วล่ะ...พรุ่งนี้ก็ทำงานปกตินะ เดี๋ยวฉันพาไปที่สตูดิโอ เราจะเริ่มทำงานอย่างจริงจังแล้ว”

“ครับ”

“อยู่ไหน เดี๋ยวฉันไปส่ง”

ชานยอลบอกปลายทางไปไม่นานนัก เควินอู๋ก็พาเขาไปส่งที่ห้องโยปลอดภัย เขาโค้งขอบคุณอีกครั้งและมองรถคันหรูหราขับไปจนลับสายตา ชานยอลผ่อนลมหายใจก่อนจะลากตัวกลับที่ห้อง จะให้เขาว่าอย่างไรดี เขาไม่ได้ชื่นชอบเจียงเฉาจนเสียอกเสียใจมากมายอะไรขนาดนั้น แต่ที่เขาร้องไห้ก็แค่เจ็บใจล่ะ... เขาเองที่ไม่ได้ดูดีโดดเด่น จะถูกมองเป็นของเล่นก็ไม่แปลก


“ถ้านายจะทำเหมือนเขาเป็นของเล่น...ฉันก็จะทำให้เขาเป็นของเล่นที่คนกระจอกอย่างนายไม่มีปัญญาซื้อ จำเอาไว้”


จู่ๆประโยคของเควินอู๋คนนั้นก็ลอยเข้ามาในสมอง ชานยอลทำตาปริบๆพลันไขกุญแจห้องก่อนจะสะบัดศีรษะเล็กน้อย เพราะเขาเป็นอย่างนี้ ตอนเด็กๆเลยมักถูกรังแกเสมอ น้อยคนที่จะเข้ามาทำดีด้วย ชานยอลหยิบหนังยางหน้ากระจกรวบเส้นผมหน้าขึ้น หยิบแว่นสายตาสั้นที่มีแนวโน้มว่าจะสั้นข้นเรื่อยๆวางลง ก่อนจะเข้าไปที่ห้องน้ำ เขาหยิบตลับคอนแทคเลนส์มาล้าง เทน้ำยาใส่ก่อนจะถอดคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลเข้มออก ใบหน้าที่สะท้อนเป็นเงาของเด็ดผู้ชายคนหนึ่งผมสีแดงฟู ดวงตาสีฟ้า ใบหน้าแต้มกระที่ถอนใจให้ตัวเองเฮือกหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆลากตัวเองไปอาบน้ำ

ในห้องพักที่ชานยอลไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเพื่อรอใครแชทมาหาหรือโทรไปหาใคร เจ้าตัวนอนแผ่บนเตียงมองเพดานสมองว่างโล่ง ชานยอลไม่ได้ฟูมฟายอะไรอีกหลังจากนั้น ตรงกันข้าม เขาตัดการติดต่อจากเจียงเฉาทุกอย่างราวกับใจแข็ง โทรคุยกับทางบ้านเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปหยิบนวนิยายฝรั่งเล่มโปรดที่อ่านจนปกเริ่มงอมาอ่านใหม่อีกหนหนึ่ง

พ่อของชานยอลที่อยู่และดูแลแม่ของเขาตอนนี้ไม่ใช่พ่อแท้ๆ..นั่นคือความจริงที่ชานยอลรู้ดี พ่อของชานยอลเป็นชาวต่างชาติและเป็นนักบิน แต่หลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตกและพ่อของเขาก็เสียชีวิต อีกสิบปีให้หลังแม่ของเขาจึงแต่งกันกับพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงที่หน้าตาไม่หล่อเหมือนพ่อแท้ๆ หุ่นเหมือนหมี มีพุงกลมๆ แต่ก็เป็นคนใจดีและอ่อนโยน ชานยอลเกิดที่เกาหลีและใช้ชีวิตที่นี่มาตั้งแต่เกิด สิ่งที่ชานยอลเป็นทำให้เขาผิดแผกแตกต่างจากเด็กทั่วไป ทำให้เขาเริ่มอายที่จะแสดงออก ชานยอลไม่สนใจการแต่งตัว เขาเกลียดผมสีแดงที่ฟูฟ่อง เขาเกลียดใบหน้าที่ขึ้นกระ เกลียดดวงตาสีฟ้าของตัวเองที่ทำให้โดนล้ออยู่เรื่อยๆ

ชานยอลทิ้งตัวเองลงกับตัวอักษรในหนังสือ..ปล่อยความคิดให้ลอยล่อง...

หากสักวันเขาโชคดีเหมือนนายเอกนวนิยายเสียบ้างคงดีไม่น้อย...






“วันนี้มาเช้าดีนะ”

คยองซูเอ่ยทักชานยอลที่สะพายเป้ใบเก่าของตัวเองพลางรับความเคารพในตอนเช้า หลังจากนอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก ชานยอลก็รู้สึกว่าจิตใจเขาสงบขึ้น และพร้อมจะทำงานต่อ อย่างไรเสียเรื่องของเจียงเฉาก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ อีกฝ่ายเป็นคนเจ้าชู้ คบเขาแค่หวังฟัน หลายวีรกรรมและหลายเรื่องลอยเข้าหูมาเรื่อยๆแต่ชานยอลก็เลือกที่จะไม่สนใจ เขาคิดว่าเขาไม่ควรตัดโอกาสคนอื่น... แต่สุดท้ายโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้ก็ถูกพังราบจนต้องร้องไห้ใส่รถเจ้านายคนใหม่ไปเสียอย่างนั้น

“วันนี้คุณเควินไม่อยู่ที่ห้องหรอกน้า อยู่สตูดิโอล่ะ”เสียงของลู่หานดังขึ้นและร่างของคุณเลขาหน้านาน่ารักก็เดินมาส่งยิ้มให้ โยที่คยองซูก็เบนสายตาออกพลันผ่อนลมหายใจเหอะ

“แก่จะตายยังมาทำแอ๊บแบ๊ว”

“ใครจะเกิดมาทำตัวลุงๆแบบคุณคยองซูกันเล่า คิกคิก”ลู่หานยิ้ม...แต่ชานยอลก็สัมผัสได้ว่ามันเป็นยิ้มที่มีจริต “โอเค คุณเลขา ไปที่สตูดิโอคุณเควินกันเถอะ”

“เอ่อ..แล้วกระเป๋า...”

“ก็ไปด้วยกันทั้งหมดเลย..ทิ้งคุณคยองซูไว้ตรงนี้แหล่ะ”ลู่หานพูดอีกครั้ง และคยองซูก็สะบัดหน้าหนีเดินไปอีกทาง ชานยอลรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังปั่นอารมณ์คุณคยองซูให้หุนหัน แต่คุณคยองซูเองก็ไม่คิดจะเล่นด้วยเท่าใดนัก

“ไปกันเถอะคุณเลขา”พูดชวนราวกับเลขาไม่ใช่หน้าที่ของตนเช่นกันพลันออกนำชานยอลไปยังทางเดินบันไดทอดไปชั้นบนอีกที ชานยอลได้แต่ทำตาปริบๆเดินตามลู่หานไปอย่างสมองว่างโล่ง เขาเห็นเพียงประตูสีขาวกลืนกับเพดาน และลู่หานที่ยกมุมปากเล็กน้อย

“งานหนักหน่อยนะ...นานๆจะมีคนมาทีน่ะ”

“เอ๋?”ชานยอลอุทานเบาๆ แต่แล้วก็ต้องมึนตึ้บเมื่อพบว่าในห้องเป็นห้องมืดๆ มีเพียงแสงไฟสลัวตามที่ต่างๆ แอร์เย็นจัดผสมกับกลิ่นห้องทำให้ชานยอลเหลียวมองไปรอบๆอย่างนึกฉงน ร่างสูงโปร่งมองโต๊ะทำงานรกๆ ผนังด้านบนมีหนังสือเรียงรายซ้อนกัน บ้างก็เอนล้มเพราะบางส่วนถูกยกลงมากองกับโต๊ะ แผ่นกระดาษโน้ตแปะเต็มตามผนัง ส่วนใหญ่เป็นคำที่เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก บนโต๊ะมีกระดาษที่ถูกสเกตซ์ลวกๆกับรุปออกแบบตัวการ์ตูนต่างๆมากมาย และร่างของเควินอู๋ที่ยังทอดตัวนอนหลับอยู่บนโซฟาสีแดงราวกับเป็นเฟอร์นิเตจอร์ที่ทุกห้องต้องมี

“ทำไม..การ์ตูนเต็มไปหมดเลยล่ะครับ”เอ่ยถามอย่างพาซื่อ และลู่หานที่เดินไปชงกาแฟร้อนก็ตอบกลับมา

“ถามแปลกจัง...ไม่รู้เหรอว่าที่นี่บริษัทอะไรน่ะ”

“...”

“ที่นี่เป็นบริษัทออกแบบเกมตามแอพลิเคชั่น ส่วนพวกออฟฟิศด้านล่างนั่นเป็นพวกที่คุณท่านจ้างไว้ทำพวกบัญชีโรงงานต่างๆในเครือน่ะ”ชานยอลยืนมึนเหมือนดวงตาจะเป็นรูปก้นหอย พร้อมกับร่างเล็กที่เดินหยิบกาแฟร้อนที่ไปมุมห้อง พลางปลุกสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ใต้ถุงนอนรูปหนอนลาวาสีเหลืองอ๋อย

 “คุณอปป้า...ตื่นได้แล้วครับ ต้องแต่งตัวไปคุยงานที่ค่ายมือถือKนะ”

“สิบนาทีน่า...”เสียงระโหยโรยแรงตอบกลับมา และชานยอลก็สังเกตว่านั่นคือคุณซื่อชวิน น้องชายคุณเควินนั่นเอง

“ถ้าไม่รีบแต่งตัวจะไม่หล่อนะครับ ดื่มกาแฟเร็วเข้า คุณอปป้านัดมอร์นิ่งคอลเองนะ..อย่างอแงซี่”

“ขอมอร์นิ่งคิสด้วยสิ”เอ่ยทั้งๆที่ใบหน้าหล่อจัดแม้จะไร้เครื่องสำอางยังหลับตา และลู่หานก็โน้มหน้าลงไปจูบริมฝีปากของเจ้านายต่อหน้าต่อตาชานยอลที่ทำตาโตอยู่พักแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น และคนที่นอนอยู่ก็เด้งตัวขึ้นผมเผ้ายุ่งฟูแต่โดยดี

“เจ้าชายนิทราตื่นแล้ว”

“ดีมากครับ อย่างนั้นก็ดื่มกาแฟแล้วไปอาบน้ำแต่งตัวนะ”ลู่หานดึงร่างสูงดูดีที่ยังถือแก้วกาแฟออกไปอีกห้องหนึ่ง เสียงประตูปิดลงโดยที่ชานยอลยังมองอะไรไม่ถนัดนัก เขาวางเป้ลงที่โซฟา ค่อยๆเดินสำรวจไปรอบๆพื้นที่ๆมีทั้งฟิกเกอร์ตัวการ์ตูนมากมาย หนังสือการ์ตูนที่เรียงรายตามชั้นเรียงเลขเล่มอย่างเรียบร้อย ห้องนี้เหมือนกับเป็นอีกโลกหนึ่งของห้องที่ดูเรียบๆและมีเพียงโซฟาสีแดงอีกฝั่งตึก

“แล้วเราจะทำอะไรดีล่ะ”ชานยอลนั่งยองๆลงข้างโซฟา มองเจ้านายที่ยังนอนหลับอยู่ไม่ขยับไปไหน มองๆไปก็คล้ายแองกรี้เบิร์ดเหมือนกันแฮะ นิ้วยาวยกขึ้นปิดปากตัวเองไม่ให้หลุดหัวเราะ คิ้วชี้ขึ้นสองข้างเหมือนคนขี้โมโห ดวงตาสีเทาที่ตอนนี้ปิดด้วยม่านสีเนื้ออ่อน จมูกโด่งคม ริมฝีปากสีเจือแดงเผยอเล็กน้อย นักศึกษาฝึกงานขยับแว่นทรงกลมหนึ่งที สุดท้ายก็นั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆอย่างไม่คิดจะปลุกหรือทำอะไรทั้งสิ้น มองๆไปแล้วเควินอู๋คนนี้ก็เหมือนกับพวกพระเอกนิยายที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหน้าตา รูปร่าง ฐานะ หน้าที่การงาน เป็นคนที่สมบูรณ์แบบไปหมดผิดกับเขาที่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรในชีวิตสักอย่าง

เหมือนสีแดงที่สีจืดๆจางๆอย่างเขาไม่ควรไปใกล้...

แต่เขารู้ดีว่าเขาถอยออกมาไม่ได้...

เขาที่เป็นสีเทา...

สีเทา...



“...”

“?!”ชานยอลผงะไปเล็กน้อยเมื่อดวงตาของเควินอู๋กำลังจ้องมาที่เขา และไม่รู้อีกฝ่ายลืมตาขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ชานยอลขยับหลังตรงในขณะที่อีกฝ่ายก็ยืดตัวราวกับแมว

“อรุณสวัสดิ์...มานานแล้วเหรอ”

“ก็...สักพักแล้วครับ”ชานยอลขยับตัวขึ้น “กาแฟมั้ยครับ”

“กดน้ำมาสามส่วนสี่แก้วสีฟ้าริมสุดแล้วแช่ชาคาโมมายล์มาก็พอ”อีกฝ่ายพลิกกายหันหน้าชนพนักโซฟาแล้วยกขาก่าย “ซื่อชวินล่ะ”

“คุณซื่อชวินออกไปแล้วน่ะครับ...”...ไปอาบน้ำกับเลขาอะ ชานยอลโยนประโยคท้ายทิ้งไป พลนเดินมาวางแก้วชาให้กับเควินอู๋ที่ลุกขึ้นนั่ง “ผมเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกเลย...ให้ผมช่วยอะไรมั้ยครับ”

“ทำความสะอาดน่ะ”

“...”

“อา...ช่วงนี้เรากำลังผลิตเกมเพื่อเสนอกับทางบริษัทมือถือ...เหมือนพวกประกวด ถ้าเราชนะ โอกาสที่จะทำงานแบบมีการรองรับก็จะมากขึ้นไปด้วย ฟังแล้วซับซ้อนนะ”ชายหนุ่มยกชาขึ้นจิบสักพักก็เอนตัวลงนอนต่อ “ง่วงจัง...เพิ่งนอนไปตอนตีห้าครึ่งเอง”

“งั้นให้ผมทำความสะอาดตรงไหนเหรอครับ?”

“ยังไม่ต้องหรอก”

“อ้าว...”

“กำลังมีบาดแผลทางจิตใจไม่ใช่เหรอ อย่าเพิ่งทำอะไรหักโหมเลย”...ชานยอลทำตาปริบๆ เพราะถึงเขาจะไม่เคยบรรจุงานอย่างจริงจัง แต่เขาก็ไม่เคยเจอเจ้านายที่ไหนมาห่วงใยสุขภาพความรักของลูกน้องแบบนี้หรอกนะ

จริงสิ...เควินอู๋เคยบอกว่าไม่เคยมีเลขานี่นา...

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ...”

“ฉันมีเรื่องจะคุยน่ะ”ร่างโปร่งได้ยินดังนั้นก็เดินเตาะแตะมายืนตรงหน้าคนที่นอนเหยียดยวไปกับโซฟา แต่ยังไม่ทันจะคิดว่าควรนั่งตรงไหน เสียงทุ้มก็ดังขึ้นมาเสียก่อน “นั่งลงสิ”

“....”ชานยอลยอมนั่งลงกับพื้นข้างหน้าเควินอู๋ที่ยังนอนตะแคงตาปรือ

“ยังไงช่วยทำโอทีได้มั้ย”

“ครับ?”

“ช่วงนี้งานเร่ง พวกเราต้องการแม่บ้านน่ะ”หน้าที่ชัดเจนจากปากเควินอู๋ทำให้ความคิดว่าจะได้นั่งวาดการ์ตูนหรือออกแบบสตอรี่เกมของชานยอลค่อยๆม้วนลงเสื่อพับเก็บไป... เอามาเป็นคนใช้สินะ... “นายต้องทำงานเยอะๆนะรู้มั้ย เพิ่งอกหัก จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน”

“...”ชานยอลส่งยิ้มแห้งๆไปให้ “ได้ครับ...”

“กลับดึกสักสองสามทุ่มโอเคอยู่ใช่มั้ย เดี๋ยวฉันให้น้องชายไปส่ง”

“ครับ ผมโอเค”

“พูดง่ายๆโตไวๆ”ว่าเท่านั้นแล้วแปะมือลงกลางกระหม่อมที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีแดงชี้ฟูไร้น้ำหนักของชานยอลพลางขยี้ไปมา รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของเควินอู๋พลันเปรยขึ้นเสียงเบา

“ฉันนึกถึงตัวเองตอนไฮสคูลที่แคนาดาเลย”

“เอ๋?”

“ตอนนั้นฉันอยู่ทีมบาส..ซ้อมบาสทั้งวันทั้งคืนจนตัวดำ ฟันฉันยื่นล่ะ ยื่นกว่าตอนนี้อีกนะ ฮ่าฮ่า...แล้วฉันก็ไม่ผ่านคัดตัวเพราะเตี้ยกว่าเกณฑ์หนึ่งเซนติเมตร”ดวงตาคมชายลง “เคยจีบกับยัยหัวกะทิห้องอยู่คนนึง...แต่เธอก็ไม่ชอบผู้ชายเรียนไม่เก่ง.. ฉันเรียนห่วยน่ะ ตอนนั้นฉันทั้งเศร้าทั้งเฟลเลย ก็ได้ซื่อชวินนี่แหล่ะที่ค่อยฉุดขึ้น หมอนั่นเคยเป็นพวกเน็ตไอดอลมาก่อนด้วยนะ”

“พวกคุณหน้าตาดีกันมากเลยล่ะครับ”

“ถึงหน้าตาจะเปลี่ยน แต่จิตใจข้างในอย่าเปลี่ยนไปเลยนะ”เควินอู๋กล่าว “หลายคนแล้วที่พอทำตัวเองดูดีขึ้นแล้วลืมตัวน่ะ ลืมช่วงเวลาแย่ๆของตัวเองแล้วไปทำช่วงเวลาแย่ๆให้คนอื่น ฉันว่าไม่ดีเลย ..จริงสิ”

“?”

“ตาของนายสีอะไรเหรอ?...ทำไมถึงใส่คอนแทคเลนส์ซ้อนกับแว่น...มันคงไม่ใช่แว่นสายตาใช่มั้ย”

“เอ่อ...”ชานยอลชายตาลง และอีกฝ่ายก็กระตุ้นขึ้น

“อย่าอายน่า...มีอะไรแย่ไปกว่าตาเหมือนคนเป็นต้อของฉันอีกรึไง”

“...”

“ถอดมัน..ให้ฉันดูหน่อยจะได้มั้ย”แม้ประโยคจะดูกำกวมให้คนฝันเฟื่องแบบชานยอลแอบลักลอบคิดลึกไปบ้าง แต่เจ้าตัวก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นไปที่เป้... แน่นอนว่าชีวิตของชานยอลน้อยคนที่จะทำดีด้วย เขาจึงยอมเปิดเผยเรื่องบางส่วนของตนเองให้กับอีกฝ่ายบ้างหลังจากที่เควินอู๋เล่าเรื่องต่างๆมาเสียนาน อุ้งนิ้วแตะน้ำในตลับถูนิ้วให้สะอาด ก่อนจะหยิบคอนแทคเลนส์ออกข้างหนึ่งแล้วเดินกลับไปหาชายหนุ่มที่ค่อยๆลุกขึ้นมอง

เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง...ผมสีแดง...ใบหน้าแต้มกระ...ดวงตาสีฟ้า....

ราวกับหลุดออกมาจากโลกสองมิติอย่างไรอย่างนั้น...



“...”

ในตอนนั้นคงเป็นครั้งแรกที่เควินอู๋เริ่มรู้สึก...

ว่าสิ่งที่เขาชอบนอกจากโซฟาสีแดง...คงเป็นส่วนต่างๆที่ประกอบออกมาเป็นปาร์คชานยอล...



#aphbKY