Title : DRUG 1/2
Pairing : KRIS x CHANYEOL
Author : RUNAWAY05
Note : ดรัก
‘ฉันถ่ายรูปนายไว้ มีเรื่องจะคุยด้วย
มาที่ตึกเก่าหลังคาบสุดท้าย’
ปาร์คชานยอลมีความลับที่บอกใครไม่ได้อยู่เรื่องหนึ่ง...นั่นคือเขามีตุ๊กตาหมีเน่าขนาดห้าสิบเซนติเมตรในห้องนอน...
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกหากเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดจะมีตุ๊กตาหมีในห้องนอน
ทว่าเรื่องที่แย่กว่านั้นคือชานยอลใช้มันเพื่อระบายความรู้สึกทางเพศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแทบจะทุกวัน
คราวนี้แหล่ะที่เขารู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องปกติของคนอื่นเป็นแน่นอน
เพราะจะมีคนอาจหาว่าเขาเป็นพวกโรคจิตที่ระบายความใคร่กับตุ๊กตา
เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นแบบนี้ แต่กับตัวเขามันเลิกที่จะรู้สึกไม่ได้
แต่เรื่องที่แย่ก็คือจู่ๆเขาก็ได้รับจดหมายลับจากใครสักคนหนึ่งซึ่งในนั้นมีรูปที่เขากำลังขึ้นคร่อมตุ๊กตาหมีในห้องนอน
เป็นภาพถ่ายจากมุมสูง (ซึ่งข้างบ้านเขามีหอพักปลูกสร้างอยู่ข้างๆเป็นตึกสูง และเขาพลาดเองที่ไม่ยอมปิดหน้าต่างในวันนั้น)
และข้อความนัดเจอที่ดาดฟ้าตึกเก่าหลังคาบสุดท้าย
หัวใจของชานยอลแทบหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม หลักฐานมาเสียขนาดนี้ หากไม่ไปก็คงไม่ได้
ชานยอลไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกย่ำแย่ได้ขนาดนี้มาก่อน สองเท้าค่อยๆย่างไปตามบันไดหัวใจตุ้มต่อม...
อา..ชานยอลไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาทำอะไรแบบนี้ แม้มันจะทำให้เขามีความสุขก็ตามที
แต่ถ้าแม่เขารู้ คุณครูรู้ เพื่อนๆรู้ มันต้องขายหน้ามากแน่ๆ
เขาไม่อยากหมดอนาคตแม้จะรู้ดีว่ากำลังถูกแบล็คเมลก็ตาม
“ปิดประตูด้วย”เสียงห้วนห้าวนั้นทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับห่อไหล่
ดวงตากลมโตค่อยๆเงยมองชายหนุ่มที่ยืนพิงกับรั้วกั้นดาดฟ้า
เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายเหมือนกับเขาทับด้วยโค้ทตัวยาวเนื้อหนา
ชานยอลสั่นขึ้นมาทันที...พวกนี้ต้องเป็นโอตาคุที่หาทางรีดไถหรือทำมิดีมิร้ายเขาแน่ๆ
“อยะ..อย่าเอารูป...ไปบอกใครนะ...”
“...”
“ฉัน...นายจะให้ฉันทำอะไร...ฉัน...มีเงินไม่เยอะนะ...”ชานยอลชิงพูดขึ้นก่อนอย่างยากลำบากก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจน้อยๆ
“นายคิดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่างเหรอ?”
“...”
“ฉันแค่อยากรู้ว่านายทำแบบนั้นลงไปทำไม?”น้ำเสียงอีกฝ่ายใส่อารมณ์เล็กน้อยจนร่างโปร่งเผลอห่อไหล่
ชานยอลกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะกล่าวเสียงเบาหวิว
“ฉัน..ฉันแค่อยากระบาย...”
“ไม่มีเพื่อนรึไง?”
“เอ๊ะ?”
“ไม่มีใครให้คำปรึกษาเหรอไง
ถึงได้ไปบีบคอตุ๊กตาหมีแบบนั้น?! มันผิดอะไร?”
“ห๋า...”ชานยอลหน้าเหวอ
โดยที่อีกฝายก็กอดอกถอนหายใจ
“ไม่อยากให้ฉันบอกใครใช่มั้ย?”
“..อื้อ”
“พาไปที่ห้องหน่อยสิ”
ชานยอลสมองหมุนติ้วราวกับกำลังดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตที่ความเร็วไม่ถึงสิบกิโลไบท์
ร่างสูงโปร่ง ผมทรงเห็ดสีดำสนิทพันผ้าพันคอสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายคลุมด้วยเสื้อโค้ทเดินนำอีกฝ่ายที่ยังเดินตามหลังมาอย่างไม่คิดห่างระยะ
ส่วนตัวแล้วชานยอลยังไม่ไว้ใจคนๆนี้ง่ายๆ จึงได้แต่ย่างเท้าช้าช้านำทางไปพร้อมกับส่งข้อความหามารดาว่าจะมีเพื่อนมาที่บ้าน
เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้ปลอดภัยไว้ก่อน
มือของเขาบิดลูกบิดช้าๆและแผ่วเบา ห้องของชานยอลก็เป็นห้องเด็กผู้ชายธรรมดา
ไม่ได้พิเศษหรือสีชมพูหวานติดดาวเรืองแสงเป็นห้องนอนเด็กผู้หญิง นอกจากตุ๊กตาตัวพอดีมือก็มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ที่หัวเตียงเพียงเท่านั้น
เขาเบี่ยงตัวไปแอบอยู่แถวๆผ้าม่านในขณะที่ผู้มาใหม่ก็กวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะไปหยุดที่ตุ๊กตาหมีตัวนั้น
ชื่อแซ่ก็ไม่บอกแล้วมาเดินเพ่นพ่านบ้านคนอื่นเฉยเลย..ประหลาดชะมัด...
“ซักบ้างมั้ยเนี่ย”
“ซักเดือนละครั้ง”เขาตอบ
และอีกฝ่ายก็หันไปมองตุ๊กตาตัวเล็กตัวน้อยที่กองหัวเตียงจำนวนหนึ่ง
“นั่นล่ะ”
“ไม่ได้ซักอะ”
“ไม่ซักก็เอาตากแดดตากลมซะบ้างเดี๋ยวก็เป็นภูมิแพ้
หรือว่าเป็นไปแล้วก็ไม่รู้”ชานยอลจมหน้าลงกับผ้าพันคอทันทีเหมือนเต่า
และนักสำรวจก็เดินมาที่หน้าต่างก่อนจะชี้มือไปยังห้องหนึ่งซึ่งระเบียงตรงกับหน้าต่างห้องชานยอลพอดี
“นั่นแหล่ะห้องฉัน”
“อื้อ...”
“ฉันเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ดีนักหรอกนะ
แต่มีอะไรก็ปรึกษาฉันได้ ไม่ใช่ทำร้ายตุ๊กตาแบบนั้น
อย่าเห็นว่ามันเจ็บไม่เป็นแล้วจะทำยังไงกับมันก็ได้”อีกฝ่ายพูดขึ้นมาอีกครั้ง
และในประโยคนั้นทำให้ชานยอลโล่งใจขึ้นมา เด็กหนุ่มขยับยิ้มแย้มก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายใจขึ้น
“อย่างนี้นี่เอง...ฉันนึกว่านายรู้แล้วว่าฉันเอาตุ๊กตาหมีช่วยตัวเองซะอีก”
“...”ใบหน้าคมนั่นหันมามองชานยอลนิ่งๆ โดยที่ชานยอลก็นิ่งไปด้วยเมื่อนึกออกว่าตัวเองได้รั่วครั้งยิ่งใหญ่ออกไป
“...”..ชิบ...
“จริงๆฉันก็เห็นคราบขาวๆนะแต่ไม่อยากคิดแบบนั้นอะ”มือนั้นดึงตุ๊กตาหมีมาดูก่อนจะที่ชานยอลจะปรี่เข้าไปดันไปอีกคนออก
“เฮ้ย! พอ!! ไม่ต้องดู...ไม่ต้องดู๊...”
นั่นแหล่ะจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชานยอลรู้จักกับคริส...
คริสเป็นเด็กลูกครึ่งที่โตมาในประเทศเกาหลีแต่ยังเล็ก
จะให้เรียกว่าฝรั่งพูดเกาหลีได้ก็คงยากไป จะให้เรียกคนเกาหลีหน้าฝรั่งก็ดูยังไงๆเหมือนกัน
เอาเป็นว่าพวกเขาทั้งสองคนอยู่กันคนละห้อง และห้องเรียนของคริสอยู่คลาสดีกว่าเขาเล็กน้อย
หลังจากที่คริสรู้ว่าตุ๊กตาหมีตัวนั้นมีไว้ทำอะไรเจ้าตัวก็ไม่ได้มาถามซอกแซกเขาอีก
แต่กลับจับตุ๊กตาตัวนั้นซักจนสะอาดแทน บางทีหมอนั่นก็ควรจะรู้ว่าเวลาเอาเจ้าหมีใส่ลงไปในอ่างแล้วเดินย่ำมันทำร้ายหัวใจชานยอลมากแค่ไหน
หากจะเรียกว่าความสนิท..พวกเขาอาจจะสนิทกันแค่หลังเลิกเรียน
ในขณะที่เรียนชานยอลก็จะอยู่กับพวกเพื่อนๆที่เล่นกันเป็นลิงเป็นค่างให้ครูด่าตามปกติ
ส่วนคริสก็จะอยู่กลุ่มกับเพื่อนๆหัวกะทิผู้เป็นที่รักของอาจารย์
แต่เมื่อไหร่ที่ใกล้จะกลับบ้าน พวกเขาสองคนก็จะมานัดเจอกันตรงม้านั่งใต้อาคาร แรกเริ่มทุกคนก็แปลกใจว่าทำไมคริสถึงมาสนิทกับเด็กห้องห่วยอย่างเขา
หรือทำไมเขาถึงไปสนิทกับเด็กเก่งคะแนนท็อปได้
และความสงสัยก็คลายไปจนไม่มีใครมาถามเมื่อคำตอบคือแค่บ้านใกล้กัน
แต่จริงๆเพราะตุ๊กตาก็เลยดูมีอะไรมากกว่านั้น...
“นี่..ฝากเด็กๆหน่อยสิ”
“ห๋า?”
“นี่อะ แม่ฉันบอกจะเอาไปทิ้ง ขอฝากไว้หน่อย”คริสเปิดเป้ที่มีตุ๊กตาจำนวนหนึ่งอัดแน่นอยู่ในนั้น
“ท่านบอกว่าโตป่านนี้ยังจะเล่นตุ๊กตา อารมณ์เสียเลย”
“ก็ได้...แต่นายซักเองนะ”
“ปกติฉันก็ซักเองป้ะ
ตุ๊กตาที่บ้านนายฉันยังซักให้เลย”คริสเปิดโคล่าดื่มขณะที่นั่งเล่นกันอยู่บริเวณร่มไม้
ภาพเด็กหนุ่มสองคนสูงยาวเข่าดี หน้าตาไม่ขี้ริ้วขี้เหร่อยู่ข้างกันเหมือนแม่เหล็กดึงดูดสายตาสาวๆเป็นปกติ
แต่ทั้งคู่เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นไปเสีย
“นายจะไปบ้านฉันก่อนใช่ม่า แม่ฉันชอบนายน่าดูเลย”ชานยอลกล่าว
และอีกฝ่ายก็หัวเราะเล็กน้อย
“ลูกชายเพื่อนแม่*ก็แบบนี้”
“หมันไส้”ร่างโปร่งแย้มริมฝีปากเล็กน้อย “ไปกันเถอะ
ไปซักพวกนี้กัน ฉันซื้อตุ๊กตาสีขาวมาใหม่ด้วยอะ”
“ชอบทำสกปรกยังจะซื้อสีขาวมาอีกนะนายเนี่ย”คริสว่าพลางยืดตัวก่อนจะพากันกลับบ้าน
มันก็ประมาณสองสามเดือนที่พวกเขารู้จักกัน
และคริสก็สามารถเข้านอกออกในบ้านเขาได้สะดวกเพราะเจ้าตัวออกจะเป็นที่ปลื้มปริ่มของแม่
เวลาที่คริสอยู่ด้วยชานยอลจะรู้สึกเหมือนว่าตัวเองมีครูคหกรรมมาอยู่ใกล้ๆ เพราะอีกฝ่ายพาเขาเย็บซ่อมตุ๊กตา
ซักตุ๊กตา บางทีก็พาทำกับข้าวจนเขาเองหลังจากขี้เกียจทำก็เริ่มจะหัดเป็นขึ้นมา
เมื่อมาถึงบ้านทักทายคุณแม่เรียบร้อย คริสก็ถอดถุงเท้าพับกางเกงครึ่งแข้งเตรียมอุปกรณ์ซักตุ๊กตา
เพราะวันนี้มีแบบทั้งซักด้วยเครื่องได้และซักแห้งเท่านั้น ชานยอลที่เปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้นก็เดินเตาะแตะเข้ามาหา
“ให้ช่วยอะไรมั้ย?”
“จำที่ฉันสอนซักตุ๊กตาด้วยเครื่องได้มั้ย?”
“อ้า..ได้”ชานยอลรับคำพลางหิ้วตุ๊กตาส่วนหนึ่งที่คริสถอดเสื้อผ้าเหล่าตุ๊กตาแยกกองไว้ให้
เด็กหนุ่มใช้ถุงน่องพี่สาวเก่าๆคลุมส่วนไหมพรมของตุ๊กตาบางตัวแล้วมัดให้เรียบร้อย
เพราะถุงน่องจะช่วยไม่ให้พวกไหมพรมพันกัน จากนั้นก็จับพวกมันใส่ปลอกหลอนขนาดใหญ่และมัดปากปลอกหมอนเอาไว้
ร่างโปรงเทน้ำยาซักฟอกก่อนจะกดซักตามปกติก่อนจะเดินมาดูคริสที่เช็คความเรียบร้อยของตุ๊กตา
“เบคกิ้งโซดาที่ฉันขอไว้อยู่ไหนเหรอ”
“อ่า นี่ไง”ชานยอลเดินไปหยิบถ้วยเบคกิ้งโซดาที่ขอแม่เทใส่ถ้วยมาถ้วยหนึ่ง
วางให้กับร่างสูงที่ยังง่วนอยู่หน้าโต๊ะพับที่ชานยอลเอามากางไว้ให้
“พวกนี้มันซักด้วยน้ำไม่ได้ เราต้องซักแห้ง โรยเบคกิ้งโซดาไว้ให้ทั่ว
ทิ้งไว้ชั่วโมงนึง แล้วเอาผ้าหรือฟองน้ำเช็ดออกเบาๆ มันจะช่วยดูดกลิ่นอับออกไป”
“อ่าฮะ”
“ส่วนถ้าเป็นตุ๊กตาเด็กเล็กเนี่ย ก็เอาเบคกิ้งโซดาผสมน้ำแล้วก็เอาตุ๊กตาไปแช่ไว้สักยี่สิบนาที
แล้วก็บีบน้ำตากแทนใช้พวกน้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่อันนี้แค่โรยทิ้งไว้ก็พอ”
“โอเค”ชานยอลรับคำก่อนจะช่วยกันโรยเบคกิ้งโซดาไว้กับตุ๊กตา
ระหว่างที่รอเช็ดผงเบคกิ้งโซดาออกพวกเขาก็นั่งเล่นกันที่ชานบ้านในช่วงตอนเย็น
อากาศค่อนข้างเย็นสบายกว่าทุกวันทำให้วันนี้ค่อนข้างจะดี แต่ไม่ดีพอที่จะตากพวกตุ๊กตานอกจากต้องฝากแม่ของชานยอลให้ช่วยตากในตอนเช้า
“นายเก่งเรื่องดูแลพวกตุ๊กตามากเลย
..อยากเปิดร้านขายตุ๊กตาเหรอ?”ชานยอลเท้าคางมองคริสที่นั่งนิ่งๆก่อนจะหันมายิ้มให้
“ก็ไม่เชิงนะ...ฉันอยากเป็นครูอนุบาลล่ะ
ไม่เข้ากับหน้าเลยสินะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันเปล่าว่าเลยนะนั่น”
“แต่ฉันเป็นไม่ได้”รอยยิ้มจางๆของคริสทำให้ชานยอลหยุดเสียงหัวเราะลง
“แม่ฉันอยากให้ฉันเป็นเหมือนพ่อ ทำงานเป็นซีอีโอบริษัทดังๆ เงินเดือนเยอะๆ อยู่อย่างสบายๆ”
“...”
“แต่แม่ก็ไม่ได้คิดว่าพ่อก็ทิ้งพวกเราไปเหมือนกัน...”
“เฮ้...”ชานยอลร้องเบาๆและไหล่กว้างก็ยกขึ้นนิดหน่อย
“ช่างเถอะ พูดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา”
“นายพูดได้นะ”ดวงตากลมสวยจดจ้องใบหน้าด้านข้างของคริส
“ฉันก็เหมือนกัน...พ่อฉันหายไปนานแล้ว...และก็ไม่ได้ข่าวท่านอีกเลย พ่อฉันเป็นนักปีนเขา
ในวันที่พายุหิมะกระหน่ำ ฉันจำได้ว่าแม่ขอร้องไม่ให้พ่อไป
แต่พ่ออยากไปตามหาความฝันของพ่อ...โดยทิ้งพวกเราไว้ข้างหลัง”
“...”ดวงตาคมหันมามองอีกฝ่ายที่หรุบตาลงมองพื้น
“อีกสามเดือนหลังจากที่พ่อหายไป
บริษัทประกันก็มา...พ่อฉัน... ท่านเหลือแค่เงินประกันไว้ให้แม่
แม่กับพี่สาวต้องทำงาน บางเรื่องเงินก็ไม่ใช่ทุกอย่าง
ถ้าเลือกได้ฉันอยากลำบากแบบมีท่าน ดีกว่าสบายแบบไม่มีท่าน”
“ฉันชวนนายดราม่ารึเปล่านะ”
“ไม่เลย มันเรื่องปกติแล้วล่ะ แล้วพ่อนายเขา...”
“เขามีครอบครัวใหม่”คริสตอบเบา “เมียน้อยได้เชิดหน้าชูตา
ส่วนเมียหลวงต้องมาอยู่อพาร์ทเมนท์กลางเก่ากลางใหม่
เสียค่าใช้จ่ายให้ทุกเดือนเหมือนกับการที่มีฉันคือหน้าที่ต้องรับผิดชอบ...
ฉันจำอ้อมกอดของพ่อไม่ได้ พวกท่านทะเลาะกันตลอดช่วงตอนที่ฉันยังเด็ก
จะยิ้มจะร้องไห้ฉันก็มีแค่ตุ๊กตาหมี มันเศร้านะ”
“นายเลยโมโหที่เห็นว่าฉัน..เอ่อ...บีบคอตุ๊กตา?”ใบหน้าคมยิ้มออกมาน้อยๆเมื่อได้ยินประโยคนั้น
“อะไรทำนองนั้นล่ะ...เราทุกคนมีแผล..คนละแผลสองแผล
และมียาสำหรับรักษาต่างกันไป แผลมันอยู่ในใจ...มันไม่เห็นหรอก”
“...”
“มันรักษาได้ด้วยความรู้สึก”
หลังจากเอาผ้าเช็ดผงเบคกิ้งโซดาออกจากตุ๊กตาจนเรียบร้อย
คริสก็กลับบ้านตอนหกโมงเย็นพอดี
เด็กหนุ่มสาวเท้าไปยงลิฟต์ก่อนจะพบมารดาถือตะกร้าจ่ายตลาดวิ่งมา
เขากดลิฟต์ค้างเอาไว้พร้อมกับรับตะกร้าจากมารดามาตามปกติ
“พักนี้กลับเย็นจังลูก แม่เป็นห่วงนะ”
“ผมไปติวหนังสือน่ะครับ
เพื่อนอยู่บ้านข้างๆตึกเรานี่เอง คะแนนเขาเยอะกว่าผมก็เลยให้เขาช่วยสอน”คริสปดมารดาไปแบบนั้นและหล่อนก็ส่งยิ้มมาให้
“อ่า..อย่างนั้นเหรอ?
คริสต้องพยายามให้มากกว่านี้นะลูก ใครที่เหนือกว่าเราก็ไปขอความรู้เขาเอาไว้
รู้จักคนมากๆเราจะได้ไปอยู่ที่สูงๆได้”หล่อนระบายยิ้ม “วันนี้สอบย่อยเป็นยังไงจ๊ะ”
“...”คริสส่งกระดาษคะแนนให้กับผู้เป็นแม่ที่รับมาก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ
จนลิฟต์มาถึงชั้นเป้าหมายสองแม่ลุกก็พากันเดินออกไปโดยที่มารดาก็ลูบแก้มผู้เป็นลูกชายอย่างนุ่มนวล
“เก่งมากลูก...แต่อย่าลืมว่าโลกนี้มีคนเก่งกว่าเรานะ
พยายามอีกนิดนึงนะลูก..ให้ได้เหมือนพ่อเขา...”
วันนี้เนื่องจากแม่ของคริสต้องไปธุระต่างจังหวัด
เขาต้องเฝ้าบ้านคนเดียว แต่หลังจากที่ชานยอลกับแม่ของอีกฝ่ายเกลี้ยกล่อมให้มาค้างที่นี่ไปก่อน
เพราะอยู่คนเดียวมันอันตราย แม่ของคริสก็ยอมด้วยเหตุผลส่วนหนึ่งเชื่อไปแล้วว่าชานยอลคือเด็กเรียนเก่งและจะช่วยคริสได้
บางทีเขาเองก็รู้สึกตลกร้ายที่แม่เห็นผลประโยชน์มาก่อน
แต่เขาก็เชื่อว่าก่อนหน้านั้นไม่คงไม่ได้นึกถึงแบบนี้จนกระทั่งสภาพสังคมแปรเปลี่ยนกันและกันไป
“เอาตัวนี้แทนเอ็กซ์ แล้วนายก็เอาเอาตรงนี้มาคูณตัวนี้จนหายไป
แล้วเอาตัวนี้คูณตัวนี้จนหายไปอีก ก็เหลือตัวนี้กับเอ็กซ์ เพราะฉะนั้น
ตัวนี้ก็เท่ากับเอ็กซ์”
“โอ๊ย..ยากชะมัด”ชานยอลพึมพำพร้อมกับเกาศีรษะเล็กน้อย
หลังจากถูๆลบๆกระดาอยู่หลายครั้งก็ส่งสมุดการบ้านให้อีกคนตรวจ “เป็นไง”
“แบบนี้แหล่ะถูกแล้ว
แต่ทำไมนายเขียนเอ็กซ์ขี้เหร่จัง”
“ทำไมอะ ฉันไม่ได้เรียนคัดลายมือภาษาอังกฤษนี่”ส่งเสียงเถียงจนโดนขยี้ผมไปหนหนึ่ง
“ก็หัดใหม่ ลุกขึ้นมานั่ง”
“หัดเองได้น่า”
“อย่าดื้อ”
“ฮ่อย...”ชานยอลถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นนั่งดีดี
ดินสอกดลายตุ๊กตาหมีถูกจับเข้าสู่มือเจ้าของ
ก่อนที่ฝ่ามือของคริสจะจับมือของชานยอลไว้แล้วบังคับให้เขียนตัวเอ็กซ์ใหม่อีกรอบ
“ขีดลงมาดีๆ อย่ามือสั่นสิ อย่างกับลายมืออนุบาล”
“อย่าบ่นเซ่ เขียนอยู่นี่ไง”เอ่ยพึมพำก่อนจะมองมืออีกคนที่ใหญ่กว่าจนคลุมมือเขาเกือบมิด
ทั้งที่ชานยอลมั่นใจว่าตนนั้นไม่ใช่พวกมือบางมือสวยอะไร
“ไม่ใช่แบบนี้...อีกรอบนึง”เสียงกระซิบและลมหายใจที่ปัดแถวๆลำคอทำให้ชานยอลขนลุกขึ้นมาแปลกๆ
แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะถอยหนี
มันเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็นิยามไม่ถูก
ฝ่ามือที่ถูกกุมจับลากเขียนตัวเอ็กซ์ไปหลายๆตัวจนเกือบเต็มกระดาษ
และในตอนนั้นชานยอลก็รู้สึกขึ้นมาว่าคริสไม่ควรมาค้างที่นี่ในคืนนี้...
เขาต้องการตุ๊กตาหมีสักตัว...
“ใช้ได้แล้วนี่”เมื่ออีกคนปล่อยมืออก
ชานยอลก็ขยับตัวตรง ความรู้สึกแปลกๆในใจนี่เขาก็นิยามไม่ถูกเหมือนกัน
ต่างคนต่างกระวีกระวาดเก็บของเพื่อนอนพักผ่อน
ไฟหัวเตียงถูกดับลงและต่างคนต่างนอนเพดานไม่กล่าวอะไรออกมาแม้แต่คำ...
“ฝันดีนะ”เสียงทุ้มของคริสกล่าวแบบนั้นพร้อมกับตะแคงหันหลังท่ามกลางกองตุ๊กตาเต็มหัวเตียงราวกับเป็นอาณาจักรของพวกเขา
ชานยอมองแผ่นหลังกว้างๆนั่นอยู่สักครู่
สุดท้ายจึงค่อยๆยื่นมือไปแตะแผ่นหลังของอีกคนพร้อมกับขยับตัวเข้าไปกอดไว้ “?”
“ฉันติดนอนกอดหมีน่ะ”ชานยอลเอ่ยเบาๆและอีกคนก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร
ความเงียบเหล่านั้นคือข้อความเชิงอนุญาตให้ชานยอลแนบใบหน้าลงไปช้าๆ
มันอาจจะเป็นราตรีแรกที่ทำให้ชานยอลคิดถึงอะไรบางอย่างที่มากขึ้นเกี่ยวกับคริสก็ได้...
************
*ลูกชายเพื่อนแม่ = เป็นวลีเอาไว้เรียกคนที่มีลักษณะเด่น
ทั้งสวย รวย นิสัยดี เรียนเก่ง เป็นบุคคลที่เราไม่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวันหรือไม่ค่อยได้เจอนั่นเอง
เลยเปรียบเขาหรือเธอคนนั้นว่าเป็นลูกของเพื่อนแม่ที่แม่มักจะเอามาสรรเสริญให้ฟัง
#aphbKY

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น